โรคไข้เลือดออกเดงกี่

  • PDF

ในฤดูฝนปีนี้ไข้เลือดออกระบาดรุนแรงมากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารสุขคาดว่าปีนี้ เป็นปีที่ครบวงจรการระบาดของไข้เลือดออก ซึ่งระบาดทุก 2 ปี และในปีนี้ก็มีผู้ที่เป็นไข้เลือดออกทั่วประเทศ กว่าหมื่นคนแล้ว เสียชีวิตราว 20 คน โดยพบในทุกกลุ่มอายุและพบในทุกภูมิภาคของประเทศ

 

 

ไข้เดงกี่ (Dengue Fever-DF) และไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue Hemorrhagic Fever-DHF) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Dengue virus ระบาดครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์เมื่อ พ.ศ.2497 ส่วนประเทศไทยระบาดครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2501 มียุงลายบ้าน (Aedes aegypit) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) เป็นพาหะนำโรค

ยุงลายเป็นยุงสีดำขนาดเล็ก มีลายสีขาวที่ท้อง ลำตัวและขา ทำให้เห็นเป็นปล้องสีขาวสลับดำ พบมากตามบ้านอยู่อาศัยและในสวน มักออกหากินในเวลากลางวัน ขยายพันธุ์โดยไข่ในน้ำนิ่ง

ยุงลายได้รับเชื้อไวรัสจากการกัดผู้ที่ติดเชื้อไวรัส Dengue ไวรัสเข้าไปเจริญเติบโตในกระเพาะแล้วไปอาศัยอยู่ที่ต่อมน้ำลาย และเชื้อยังคงอยู่ในยุงจนสิ้นอายุขัยคือ 35-60 วัน

ยุงสามารถถ่ายทอดไวรัสไปสู่ไข่ได้ ราวกับทารกติดเชื้อจากแม่ขณะตั้งครรภ์ และไข่มีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ร่มได้นานถึง 1 ปี เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมที่พอเหมาะก็จะฟักตัวออกมาเป็นลูกน้ำและเจริญเติบโตเป็นยุงแพร่เชื้อต่อไปได้ ส่วนคนติดเชื้อได้โดยถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสกัดแล้วปล่อยเชื้อไวรัสจากต้อมน้ำลายเข้าสู่ร่างกาย

เชื้อ Dengue virus มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (serotype) คือ DEN1, DEN2, DEN3, DEN4 การติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในครั้งแรกเรียกว่าการติดเชื้อปฐมภูมิ (primary infection) อาจไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้น (homotypic immunity) ไปตลอดชีวิต อีกทั้งมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์ที่เหลือ (heterotypic immunity) ชั่วคราวคือประมาณ 6-12 เดือน ส่วนการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่เหลือในครั้งต่อไปเรียกว่าการติดเชื้อทุติยภูมิ (secondary infection) มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนสูง

เมื่อคนถูกยุงที่มีเชื้อไวรัส Dengue กัด ไวรัสเข้าสู่ร่างกานจะไปเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนที่เยื่อบุหลอดเลือด ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง แล้วกระจายไปในกระแสเลือด ทำให้เชลล์ของระบบภูมิคุ้มกันหลั่งสาร (mediators) มากมายหลายชนิดออกมาในกระแสเลือด ทำให้เกิดสภาพดังนี้

  • เยื่อบุหลอดเลือดเสียหน้าที่ในการรักษาของเหลว (พลาสมา) ไว้ในหลอดเลือด จึงทำให้ของเหลวรั่วซึมออกไปสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง เป็นเหตุให้เลือดข้นและช็อก
  • เกร็ดเลือดมีจำนวนลดต่ำลง เพราะถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกัน อีกทั้งเกร็ดเลือดทำหน้าที่บกพร่องร่วมด้วยเป็นเหตุให้เลือดออกง่าย
  • กระบวนการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง เป็นเหตุให้เลือดออกง่าย

 

อาการสำคัญที่สังเกตได้ คือปวดกล้ามเนื้อรุนแรงกว่าการติดเชื้อไวรัสอื่น และมักไม่มีอาการไอหรือมีน้ำมูกไหล ถึงแม้จะยังไม่มีการรักษาเฉพาะ และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ผู้ที่เป็นเพียงไข้เดงกี่ (Dengue Fever) ซึ่งส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กและผู้ใหญ่ก็มีอาการไม่รุนแรงและรักษาให้หายเป็นปกติได้ ส่วนผู้ที่เป็นไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue Hemorrhagic Fever) ส่วนใหญ่พบในเด็กโตและวัยรุ่นที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปี มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและมภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายร้ายแรง คือเกิดการช็อกและมีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งหากได้รับการรักษาไม่ทันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ที่มีอาการรุนแรงบางราย แม้ได้รับการรักษาเต็มที่แล้วก็ตาม ยังอาจไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้

อาการระยะแรกของไข้เดงกี่และไข้เลือดออกเดงกี่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ดังนี้

  • ไข้สูงลอย
  • ปวดกล้ามเนื้อและกระดูก
  • ปวดกระบอกตา ตาแดงและร้อนที่ตา
  • ผื่นที่ผิวหนัง (rush) และผิวแดง (skin flush)

 

อาการเฉพาะของไข้เลือดออกเดงกี่ ที่ต่างจากไข้ติดเชื้อไวรัสอื่นๆ คือ

  • ปวดท้อง อาเจียน (เป็นเวลา 2-4 วัน)
  • เลือดออกรุนแรง ที่เยื่อบุจมูก (เลือดกำเดาไหล) เหงือก (เลอดออกตามไรฟัน) ใต้ผิวหนัง (จุดเลือดออก) ทางเดินอาหาร (อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นสีดำ) เลือดออกที่อวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ สมอง เป็นต้น
  • จุดเลือดออกขนาดเล็กที่ผิวหนังซึ่งต่างจากผ่นคันทั่วไปคือกดไม่จาง

 

ซึ่งรูปแบบของอาการการติดเชื้อไวรัส Dengue อาจไม่เกิดอาการ หรือแสดงอาการได้หลายรูปแบบ ส่วนการดำเนินโรคของไข้เลือดออกเดงกี่ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

  • ระยะไข้สูง ระยะไข้ส่วนใหญ่กินเวลา 2-7 วัน เป็นนระยะที่มีอาการไข้สูงลอยเฉียบพลัน ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หน้าแดง ไข้มักสูงลอย 39-41°C และไม่ค่อยตอบสนองต่อยาลดไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือชายโครง ตับโต อาเจียน อาจมีผื่นแดงๆ หรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนังได้ บางคนมีเลือดกำเดาไหล ซึ่งมักเกิดขึ้นในวันที่ 2-3 ของไข้
  • ระยะวิกฤตหรือช็อก เป็นระยะที่มีการรั่วซึมของพลาสมาออกนอกหลอดเลือด ในระยะนี้ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง เข้าสู่สภาวะช็อก คืออากรทั่วไปเลวลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น เล็บเขียว ตาลาย ชีพจรเต้นเบาและเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน ปัสสาวะน้อย ในเด็กเล็กๆ มักร้องงอแงปลอบไม่นิ่ง บ้างก็มีเลือดออกจากกระเพาะอาหาร ตรวจเลือดพบว่า เลือดข้นขึ้น เกร้ดเลือดลดต่ำลง เกิดภาวะเลือดเป็นกรด เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ระยะช็อกนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 24-48 ชั่วโมง
  • ระยะฟื้น เป็นระยะที่ของเหลวซึมกลับสู่กระแสเลือด อาการทั่วไปดีขึ้น ความดันโลหิตและชีพจรปกติ เริ่มกินอาหารได้ ปัสสาวะออกมากขึ้น มีผื่นคันตามแขนขาเป็นวงขาวอยู่ในพื้นสีแดง อาจมีอาการคันร่วมด้วย

 

รูปแบบและความรุนแรงของการเกิดโรคขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคืออายุและภาวะภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อ พบว่าผู้ที่มีอาการรุนแรงมักอายุน้อยและมีร่างกายสมบูรณ์ภาวะโภชนาการดี การติดเชื้อปฐมภูมิรุนแรงน้อยกว่าทุติยภูมิ ไวรัสแต่ละสายพันธุ์ก่อโรครุนแรงไม่เท่ากัน

ภาวะแทรกซ้อนที่พบในไข้เลือดออกเดงกี่

  • เลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมถึงที่สมองด้วย
  • ช็อก ซีด หายใจเร็ว เหงื่อแตก ผิวเย็นชื้น ชีพจรเต้นเร็ว ซึมลง หมดสติ
  • ดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง) สมรรถภาพการทำงานของตับเสื่อมไป
  • ปอดอักเสบ
  • สมองทำงานผิดปกติ
  • เสียชีวิต

 

แต่ทั้งนี้หากเป็นเพียงไข้เดงกี่ก็มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ในบางคนไข้อาจลดลงใน 3 วัน แล้วมีไข้ขึ้นอีกครั้ง หลังจากนั้นไข้มักลดลงแล้วหายเป็นปกติใน 7-14 วัน

การดูแลตัวเอง

  • ไปพบแพทย์หากมีอาการไข้สูง
  • ไข้เดงกี่ที่มีอาการไม่รุนแรง อาจดูแลกันเองที่บ้านได้โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้
    • ในระยะที่มีไข้สูง ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้ หากจำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ ควรใช้พาราเซตามอลในขนาดน้อยๆ เท่านั้น ไม่ควรกินในขนาดสูงเพราะมีผลเสียต่อตับ ห้ามใช้ยาอแสไพริน Ibuprofen เป็นอันขาด เพราะจะทำให้เลือดออกง่าย ระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร และอาจเกิดภาวะ Reye’s syndrome คือมีความผิดปกติของสมองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในเด็กและอาจทำให้เสียชีวิตได้
    • ดื่มน้ำมากๆ หากมีอาการอ่อนเพลียให้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่บ่อยๆ ไม่ควรดื่มน้ำที่มีสีแดงหรือสีน้ำตาลเพราะมีสีคล้ายเลือดในกระเพาะอาหาร
    • หากมีอาการอาเจียนมาก มีเลือดปน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ปัสสาวะออกน้อยลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็นพร้อมๆ กับไข้ลดให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
    • ส่วนผู้ที่เป็นไข้เลือดออกเดงกี่ ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น

 

การบำบัดรักษา ยังไม่มีวิธีการรักษาที่จำเพาะ มีเพียงการรักษาแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น

 

  • วินิจฉัยให้ได้ว่าเป็นไข้เดงกี่หรือไข้เลือดออกเดงกี่ การวินิจฉัยและรักษาได้ทันเวลาสามารถลดอัตราการตายจากโรคนี้
  • เข้ารักษาในโรงพยาบาล เฝ้าสังเกตอาการและติดตามดุแลอย่างใกล้ชิดทุกวัน โดยต้องตรวจประเมินภาวะขาดสารน้ำบ่อยๆ โดยสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต ชีพจร
  • ติดตามตรวจความเข้มข้นของเลือดและเกร็ดเลือดเป็นระยะๆ
  • เฝ้าสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกดขึ้นอย่างใกล้ชิด
  • รักษาภาวะแทรกซ้อน ประกอบด้วยภาวะเลือดออกรุนแรง ช็อก ซึ่งพบได้ในไข้เลือดออกเดงกี่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ได้แก่ การให้สารน้ำ เลือด พลาสมา เกร็ดเลือด แล้วแต่กรณี อย่างเร่งด่วน

 

การรักษาไข้เลือดออกเดงกี่นั้น แพทย์ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระยะวิกฤต 24-48 ชั่วโมง โดยประเมินภาวะน้ำเป็นระยะๆ จากสัญญาณชีพและปริมาณปัสสาวะ เพื่อพิจารณาให้สารน้ำที่มีความเข้มข้นที่พอเหมาะในเวลาที่เหมาะสม ด้วยอัตราความเร็วและปริมาณต่อชั่วโมงให้พอดี เพื่อชดเชยตามอัตราการรั่วซึมของพลาสมาซึ่งไม่เท่ากันในแต่ระยะ และต้องรีบหยุดการให้สารน้ำให้ทันเมื่อการรั่วซึมของพลาสมาหยุดลง พ้นวิกฤตเข้าสู่ระยะฟื้นไข้ ไม่เช่นนั้นสารน้ำอาจเกินเมื่อพลาสมาที่รั่วออกไปซึมกลับเข้าหลอดเลือด เป็นเหตุให้หัวใจวายและปอดบวมน้ำได้ ส่วนการให้เกร็ดเลือดนั้น จะให้ก็ต่อเมื่อมีเลือดออกรุนแรงเท่านั้น เพราะเกร็ดเลือดจะถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีประโยชน์ในกรณีที่มีเลือดออกไม่รุนแรง นอกจากนี้ยังต้องแก้ไขภาวะความเป็นกรดในเลือดให้ดี

นับว่าระยะวิกฤตเป็นระยะที่แพทย์ผู้รักษาต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด คำนวนสารน้ำที่ให้ผู้ป่วยตามน้ำหนักที่ควรจะเป็น (ideal body weight) ต่อชั่วโมง เพื่อรักษาสมดุลให้ดีเป็นรายๆ ไป แต่ถึงจะเฝ้าดูแลอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม การดำเนินโรคในบางรายก็ยังคงรุนแรง ไม่สามารถแก้ไขภาวะช็อกได้ จนนำไปสู่ภาวะตับวาย ไตวาย เลือดออกรุนแรงทั้งอวัยวะภายในและทุกทวาร

การป้องกัน ระวังไม่ให้ยุงกัดและช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้านและรอบบ้านโดย

  • ถมแอ่งน้ำขังที่เหมาะแก่การขยายพันธุ์ยุงลาย
  • คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง ได้แก่ กระป๋อง กะลา ไห ยางรถยนต์ ฯลฯ
  • กำจัดทำลายภาชนะเก่าไม่ใช้แล้ว
  • ปิดฝาภาชนะที่เก็บน้ำให้สนิท เติมทรายอะเบทลงในน้ำปริมาณ 20 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ควบคุมลูกน้ำยุงลายได้นาน 3 เดือน
  • เปลี่ยนน้ำแจกัน โถปลูกพลูด่างทุกสัปดาห์
  • ทำให้น้ำในจานรองขาตู้มีสภาพไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของลูกน้ำยุงลายโดยการใส่สารเช่น เกลือ น้ำส้มสายชู ปูนแดง หรือผงซักฟอก
  • ใส่ทรายลงในจานรองกระถางเล็กน้อยเพื่อดูดซับน้ำส่วนเกิน
  • ปล่อยปลากินลูกน้ำในอ่างปลูกไม้น้ำ
  • ป้องกันยุงกัดโดยการติดมุ้งลวด นอนในมุ้ง ใช้มุ้งครอบ โดยเฉพาะกลางวันอันเป็นเวลาที่ยุงออกหากิน

 

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพัฒนา คงประสบความสำเร็จในไม่ช้านี้

แม้ส่วนใหญ่ของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ จะมีอาการไม่รุนแรงและหายเป็นปกติใน 1-2 สัปดาห์ แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่ป่วยรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะเลือดข้นและช็อก ซึ่งหากรักษาทันก็หายเป็นปกติ แต่ก็ยังมีบางรายที่แม้ได้รับการรักษาทัน โรคก็ยังดำเนินไปสู่ภาวะช็อกและเลือดออกมากจนเสียชีวิต โดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าคนใดจะมีอาการหนัก สร้างความเศร้าเสียใจแก่แพทย์ผู้ดูแลที่ทุมทั้งกำลังกายและสติปัญญากับการดูแลทั้วันทั้งคืนแต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ และที่ยิ่งเสียใจมากที่สุดคือบรรดาญาติที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักก่อนวัยอันควร

ด้วยเหตุนี้การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เริ่มด้วยป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ตามด้วยการกำจัดยุงลายให้สิ้น ซึ่งต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลายอันเป็นเป้านิ่งที่กำจัดง่ายที่สุด หากมีเพียงบ้านใดบ้นหนึ่งไม่ร่วมมือ ยุงจากบ้านนั้นก็สามารถบินไปกัดผู้อื่นได้ไกลในรัศมีถึง 200 เมตร และไม่แน่ว่าวันหนึ่งผู้โชคร้ายที่ป่วยรุนแรงอาจเป็นคนใกล้ตัวที่เรารักก็ได้ใครจะรู้ พร้อมหรือยังที่จะร่วมแรงกันกำจัดลูกน้ำยุงลายให้หมดไป

 

สนับสนุนข้อมูลโดย... HEALTHTODAY JULY 2005

Last Updated on Monday, 23 May 2011 09:44