ข่าวทดสอบ

พาชมห้องพักผู้ป่วย Ward อาคาร B โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี

สัมผัสบรรยากาศจริงของ Ward อาคาร B กับห้องพักที่ออกแบบเพื่อการพักฟื้นอย่างแท้จริง ทั้งความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และการดูแลอย่างใส่ใจในทุกช่วงเวลาของการรักษา เพราะทุกช่วงเวลาของการพักฟื้น คือเวลาสำคัญของร่างกายและจิตใจ

นิ่วในถุงน้ำดีต่างจากนิ่วในท่อน้ำดีอย่างไร และเมื่อไรต้องทำ ERCP

นิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดีเป็นคนละตำแหน่งกัน โดยนิ่วในถุงน้ำดีอยู่ในถุงน้ำดี ส่วน นิ่วในท่อน้ำดี คือก้อนนิ่วที่เข้าไปอุดกั้นในท่อน้ำดี ซึ่งมักทำให้เกิดอาการรุนแรงกว่า หลายกรณีนิ่วในท่อน้ำดีอาจเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีหลุดลงมาอุดท่อน้ำดีภายหลัง

อาการของนิ่วในท่อน้ำดีมักรวมถึงปวดท้อง แน่นท้อง ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง และบางรายมีไข้หรือหนาวสั่นจากการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี หากนิ่วไปอุดที่ตำแหน่งรอยต่อของท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน อาจกระตุ้นให้เกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นถ้ามีอาการปวดท้องร่วมกับตัวเหลืองหรือไข้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

การส่องกล้องตรวจทางเดินน้ำดี และตับอ่อน (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography: ERCP)
คือการส่องกล้องตรวจและรักษาท่อน้ำดีผ่านทางปาก ใช้เมื่อสงสัยมีนิ่วในท่อน้ำดีหรือมีการอุดตันของทางเดินน้ำดี แพทย์สามารถใช้ ERCP เอานิ่วออก เปิดทางระบาย หรือแก้การอุดกั้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิด วิธีนี้จึงเหมาะกับนิ่วในท่อน้ำดี

ในบางรายที่มีทั้งนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดี แพทย์อาจวางแผนรักษาการผ่าตัดส่องกล้องนิ่วในถุงน้ำดี (Laparoscopic Cholecystectomy) ร่วมกับ ERCP เพื่อช่วยนำก้อนนิ่วที่อุดตันในท่อน้ำดีออก พร้อมรักษาต้นเหตุของการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอย่างเหมาะสม

สอบถามเพิ่มเติม
โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร. 02-055-6555 ต่อ 0 หรือ
แผนกผู้ป่วยนอกพรีเมียม โทร 02-055-6555 ต่อ 1059, 1060

นิ่วในถุงน้ำดีต่างจากนิ่วในท่อน้ำดีอย่างไร และเมื่อไรต้องทำ ERCP

นิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดีเป็นคนละตำแหน่งกัน โดยนิ่วในถุงน้ำดีอยู่ในถุงน้ำดี ส่วน นิ่วในท่อน้ำดี คือก้อนนิ่วที่เข้าไปอุดกั้นในท่อน้ำดี ซึ่งมักทำให้เกิดอาการรุนแรงกว่า หลายกรณีนิ่วในท่อน้ำดีอาจเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีหลุดลงมาอุดท่อน้ำดีภายหลัง

อาการของนิ่วในท่อน้ำดีมักรวมถึงปวดท้อง แน่นท้อง ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง และบางรายมีไข้หรือหนาวสั่นจากการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี หากนิ่วไปอุดที่ตำแหน่งรอยต่อของท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน อาจกระตุ้นให้เกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นถ้ามีอาการปวดท้องร่วมกับตัวเหลืองหรือไข้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

การส่องกล้องตรวจทางเดินน้ำดี และตับอ่อน (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography: ERCP)
คือการส่องกล้องตรวจและรักษาท่อน้ำดีผ่านทางปาก ใช้เมื่อสงสัยมีนิ่วในท่อน้ำดีหรือมีการอุดตันของทางเดินน้ำดี แพทย์สามารถใช้ ERCP เอานิ่วออก เปิดทางระบาย หรือแก้การอุดกั้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิด วิธีนี้จึงเหมาะกับนิ่วในท่อน้ำดี

ในบางรายที่มีทั้งนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดี แพทย์อาจวางแผนรักษาการผ่าตัดส่องกล้องนิ่วในถุงน้ำดี (Laparoscopic Cholecystectomy) ร่วมกับ ERCP เพื่อช่วยนำก้อนนิ่วที่อุดตันในท่อน้ำดีออก พร้อมรักษาต้นเหตุของการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอย่างเหมาะสม

สอบถามเพิ่มเติม
โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร. 02-055-6555 ต่อ 0 หรือ
แผนกผู้ป่วยนอกพรีเมียม โทร 02-055-6555 ต่อ 1059, 1060

สิ่งที่คุณแม่ควรตรวจระหว่างการตั้งครรภ์

เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ การตรวจติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยง ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และช่วยให้คุณแม่เตรียมตัวได้อย่างมั่นใจตลอดการตั้งครรภ์

การฝากครรภ์สำคัญอย่างไร
การฝากครรภ์คือการดูแลสุขภาพของคุณแม่และทารกอย่างต่อเนื่องโดยทีมแพทย์ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงก่อนคลอด โดยมีการวางแผนตรวจตามช่วงอายุครรภ์อย่างเหมาะสม

ควรเริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาอวัยวะทารก และช่วยให้สามารถคัดกรองความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การตรวจที่คุณแม่ควรได้รับระหว่างตั้งครรภ์

1. ตรวจเลือดเบื้องต้น
เพื่อตรวจหมู่เลือด ความเข้มข้นของเลือด (คัดกรองโลหิตจาง) โรคติดเชื้อ เช่น ซิฟิลิส เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน และคัดกรองธาลัสซีเมียซึ่งพบได้บ่อยในคนไทย

2. อัลตราซาวด์ติดตามการเจริญเติบโตของทารก
ใช้ประเมินอายุครรภ์ การเจริญเติบโต และโครงสร้างทารก โดยเฉพาะช่วงอายุครรภ์ 11–13 สัปดาห์ และช่วง 18–22 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการตรวจความผิดปกติของอวัยวะอย่างละเอียด

3. การคัดกรองดาวน์ซินโดรม
สามารถทำได้โดยการตรวจ NIPT สามารถทำได้โดยการตรวจ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) ซึ่งเป็น การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกจากเลือดแม่ โดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำหรือเจาะชิ้นเนื้อรก จึงปลอดภัย ไม่เสี่ยงแท้ง และให้ผลแม่นยำสูง โดยเจาะเลือดแม่เพียงครั้งเดียว (สามารถตรวจได้ตั้งแต่ อายุครรภ์ 12-18 สัปดาห์)
เหมาะสำหรับ: คุณแม่ทุกกลุ่มความเสี่ยง (โดยเฉพาะหากคุณแม่อายุ ≥35 ปี, มีประวัติคนในครอบครัวมีความผิดปกติของโครโมโซม, หรือเคยแท้งหลายครั้ง)

4. ตรวจปัสสาวะและความดันโลหิต
เพื่อติดตามความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับการมีโปรตีนในปัสสาวะ

5. การตรวจน้ำตาลในเลือด
มักตรวจในช่วงอายุครรภ์ 24–28 สัปดาห์ เพื่อตรวจหาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งอาจไม่แสดงอาการ แต่มีผลต่อทั้งแม่และทารก

6. การติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ช่วงใกล้คลอด
เช่น การฟังเสียงหัวใจทารก หรือการตรวจ Non-stress test (NST) ตามข้อบ่งชี้ รวมถึงการประเมินความพร้อมของร่างกายคุณแม่ก่อนคลอดตามดุลยพินิจของแพทย์

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
การฝากครรภ์ไม่ใช่เพียงการตรวจสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่คุณแม่จะได้รับคำแนะนำเรื่องโภชนาการ การดูแลตนเอง การฉีดวัคซีนที่จำเป็นระหว่างตั้งครรภ์ และการเตรียมตัวสำหรับการคลอดและการเลี้ยงลูก

หากคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์แล้ว ควรรีบฝากครรภ์โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 2123, 2124

การผ่าตัดคลอด: สิ่งที่ครอบครัวควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงอายุของคุณแม่ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ ความปลอดภัยของการผ่าตัดที่ดีขึ้น การเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมถึงความต้องการและความกังวลของครอบครัว

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อบ่งชี้ ข้อดี และความเสี่ยงของการผ่าตัดคลอด จะช่วยให้คุณแม่และครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกวิธีการคลอดได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

ทำไมอัตราการผ่าคลอดจึงเพิ่มขึ้น?

ปัจจุบัน ผู้หญิงจำนวนมากมีแนวโน้มวางแผนมีบุตรในช่วงอายุที่มากขึ้นจากปัจจัยด้านการศึกษา การงาน และความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ โดยการตั้งครรภ์ในอายุ 35 ปีขึ้นไป อาจมี “ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น” ต่อภาวะแทรกซ้อนบางประการ เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาผ่าตัดคลอดในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จำเป็นต้องผ่าคลอด โดยการดูแลและการประเมินโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ

เมื่อใดที่แพทย์พิจารณาผ่าตัดคลอด
การผ่าตัดคลอดจะพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารก โดยตัวอย่างข้อบ่งชี้ ได้แก่
• ทารกอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อการคลอดทางช่องคลอด เช่น ท่าก้น
• ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์เป็นพิษ หรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ควบคุมได้ยาก
• รกเกาะต่ำ หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด
• สายสะดือพลัดต่ำ หรือมีความเสี่ยงต่อการถูกกดทับ
• ทารกมีภาวะเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจน
• การคลอดไม่คืบหน้า หรือมีภาวะคลอดติดขัด
• ทารกมีขนาดตัวใหญ่เมื่อเทียบกับอุ้งเชิงกรานของมารดา
• การตั้งครรภ์แฝดในบางกรณี
• เคยผ่าตัดคลอดมาก่อน (ขึ้นอยู่กับการประเมินเป็นรายบุคคล)
• มารดามีโรคประจำตัวบางชนิดที่ทำให้การคลอดทางช่องคลอดมีความเสี่ยงสูง

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างคลอด เช่น มีเลือดออกมาก หรือทารกมีสัญญาณอันตราย แพทย์อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดคลอดอย่างเร่งด่วน

การผ่าตัดคลอดจึงเป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่ควรพิจารณาอย่างเหมาะสมตามข้อบ่งชี้และความจำเป็นของแต่ละราย

การผ่าตัดคลอดเป็นทางเลือกหนึ่งทางการแพทย์ ไม่ใช่วิธีที่ดีกว่าหรือแย่กว่าในทุกกรณี หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การคลอดวิธีธรรมชาติมักเป็นวิธีที่แนะนำ เนื่องจากฟื้นตัวได้เร็วกว่า มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้อน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม วิธีการคลอดที่เหมาะสมที่สุด ควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยอาศัยการประเมินของแพทย์ร่วมกับความพร้อมและความต้องการของคุณแม่และครอบครัว

หากคุณแม่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฝากครรภ์
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร. 02-055-6555 ต่อ 2123, 2124

การทดสอบตาบอดสี

สีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราจำภาพหรือวัตถุต่างๆ ได้ สีมีอิทธิพลที่ทำให้เรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบวัตถุนั้นๆ แต่รู้หรือไม่ว่า สีที่เรามองเห็น ไม่ใช่สีของวัตถุ แต่หากเป็นการสะท้อนของแสงที่ความยาวคลื่นต่างๆ กัน ตาและสมองของเราจะทำงานร่วมกันเพื่อแปลงข้อมูลของแสงที่ได้รับให้กลายเป็นสีต่างๆ ที่เรารับรู้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ในมนุษย์สามารถแยกแยะสีได้มากถึง 10 ล้านสีเลยทีเดียว เมื่อแสงตกกระทบที่วัตถุ วัตถุจะดูดกลืนแสงบางส่วน และสะท้อนแสงส่วนที่เหลือออกมาให้เราเห็นเป็นสีต่างๆ โดยผ่านเข้าสู่ดวงตาของเราตั้งแต่กระจกตา ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าสุดของดวงตา รูม่านตา เลนส์แก้วตา จนไปถึงจอประสาทตาซึ่งอยู่ด้านหลังสุดในดวงตา

เซลล์รับแสงคืออะไร

บริเวณจอประสาทตาจะมีเซลล์รับแสง 2 ชนิด คือ เซลล์รูปกรวย (Cone cells) และเซลล์รูปแท่ง (Rod cells) ทำหน้าที่ในการมองเห็นที่แตกต่างกัน Rod cells มีจำนวนประมาณ 110 ล้านเซลล์ ทำหน้าที่ในการมองเห็นในที่มืด ในขณะที่ Cone cells มีจำนวนประมาณ 6 ล้านเซลล์ ทำหน้าที่ในการมองเห็นสีและแสงในที่สว่าง Cone ประกอบด้วยเซลล์รับแสงที่ต่างกัน 3 ชนิด ได้แก่ สีแดง เขียว น้ำเงิน ซึ่งแต่ละชนิดจะตอบสนองต่อความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อเรามองลูกมะนาวในเวลากลางวัน cone cells ชนิดที่รับแสงสีแดงและสีเขียวจะถูกกระตุ้นและส่งสัญญาณไปที่สมอง สมองจะประมวลจำนวน cone cells ที่ถูกกระตุ้นและแปลงข้อมูลเป็นสีต่างๆ ให้เราเห็น ในตัวอย่างนี้ เราจึงเห็นลูกมะนาวเป็นสีเหลือง แต่ถ้าหากเราอยู่ที่ที่มีแสงน้อย rod cells จะถูกกระตุ้น ทำให้เรามองไม่เห็นเป็นสี แต่จะเห็นเป็นสีเทาๆ แทน

ความผิดปกติของการมองเห็นสี

โรคตาบอดสีเกิดจาก cone cells อย่างน้อย 1 ชนิดทำงานผิดปกติ ทำให้มองเห็นสีที่แตกต่างจากคนทั่วไป โรคตาบอดสีชนิดเขียว-แดงจะถูกพบบ่อยที่สุด รองลงมาคือโรคตาบอดสีชนิดน้ำเงิน-เหลือง และผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคตาบอดสีได้มากกว่าผู้หญิง ในสัตว์บางชนิด เช่น นก แมลง และปลา จะมี cone cells ทั้งหมด 4 ชนิด ซึ่งทำให้สัตว์เหล่านี้สามารถมองเห็นแสงในช่วง ultraviolet ได้ ในขณะที่สัตว์บางชนิด เช่น สุนัข จะมีจำนวน cone cells ที่น้อยกว่าในมนุษย์ จึงทำให้เห็นสีต่างๆ ได้น้อยกว่า

แบบทดสอบตาบอดสี Color Blindness Test

ตาปกติ และตาบอดสี จะอ่านได้หมายเลขเดียวกันคือ 12
ตาปกติจะอ่านได้หมายเลข 29
ตาบอดสีแดง-เขียวจะอ่านได้หมายเลข 70
ตาบอดสีจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาปกติจะอ่านได้หมายเลข 3
ตาบอดสีแดง-เขียวจะอ่านได้หมายเลข 5
ตาบอดสีจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาปกติจะอ่านได้หมายเลข 74
ตาบอดสีแดง-เขียวจะอ่านได้หมายเลข 21
ตาบอดสีจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาปกติจะอ่านได้หมายเลข 45
ตาบอดสีจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาปกติจะอ่านได้หมายเลข 7
ตาบอดสีจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาปกติจะอ่านได้หมายเลข 73
ตาบอดสีจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาปกติจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาบอดสีแดง-เขียวจะอ่านได้หมายเลข 45
ตาบอดสีจะไม่สามารถอ่านเป็นตัวเลขได้
ตาปกติจะอ่านได้หมายเลข 42
ตาปกติจะไม่สามารถลากเส้นจาก X ไป X ได้
ตาบอดสีแดง-เขียว จะสามารถลากเส้นจาก X ไป X ได้
ตาบอดสีจะไม่สามารถลากเส้นจาก X ไป X ได้
ตาปกติจะสามารถลากเส้นตามสีส้มจาก X ไป X ได้
ตาบอดสีจะไม่สามารถลากเส้นจาก X ไป X ได้ หรือลากได้ก็คนละเส้นทาง
ตาปกติจะสามารถลากเส้นตามสีส้มจาก X ไป X ได้
ตาบอดสีจะไม่สามารถลากเส้นจาก X ไป X ได้ หรือลากได้ก็คนละเส้นทาง

ระวัง! อาการปวดท้องธรรมดา อาจไม่ธรรมดา เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี – ท่อน้ำดี”

อาการปวดท้องหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการจากอาหารไม่ย่อย หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง แต่ในบางกรณี อาจเป็นสัญญาณของ “นิ่วในถุงน้ำดี” หรือ “นิ่วในท่อน้ำดี” ซึ่งหากมีอาการเป็นซ้ำบ่อย ปวดต่อเนื่องนานผิดปกติ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุอย่างเหมาะสม ที่อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือการติดเชื้อในท่อน้ำดี

ทำความรู้จัก “น้ำดี” และการเกิดนิ่ว
น้ำดี (Bile) คือของเหลวสีเหลืองหรือเขียวที่ผลิตจากตับ แล้วไหลผ่านท่อน้ำดีไปเก็บพักไว้ใน “ถุงน้ำดี” ก่อนถูกส่งต่อไปยังลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อช่วยย่อยไขมันในอาหาร เมื่ออายุเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รับประทานอาหารไขมันสูง มีภาวะอ้วน โรคเบาหวาน หรือได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น จากการตั้งครรภ์หรือยาคุมกำเนิด อาจทำให้สมดุลของน้ำดีผิดปกติ จนเกิดการตกตะกอนและกลายเป็น “นิ่ว” ได้

นิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร ?
นิ่วในถุงน้ำดีพบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 40–50 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เกิดจากการตกตะกอนของสารต่าง ๆ ในน้ำดี เช่น คอเลสเตอรอล บิลิรูบิน และแคลเซียม จับตัวกันเป็นก้อนนิ่วขนาดต่าง ๆ ภายในถุงน้ำดี

อาการที่พบบ่อย
• ปวดหรือแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือบริเวณลิ้นปี่
• จุกแน่นหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง
• คลื่นไส้ อาเจียน
• ท้องอืด ท้องเฟ้อ
• แสบร้อนกลางอก คล้ายกรดไหลย้อน
• อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ และกลับมาเป็นซ้ำได้
หากมีอาการปวดต่อเนื่องนานเกิน 1–2 ชั่วโมง โดยเฉพาะร่วมกับมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะถุงน้ำดีอักเสบ

วิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดี

การผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดี (Laparoscopic Cholecystectomy)เป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบัน โดยแพทย์จะเจาะแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อสอดกล้องและเครื่องมือผ่าตัดเข้าไป ช่วยให้มองเห็นอวัยวะภายในได้ชัดเจน รักษาได้ตรงจุด แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย และช่วยลดระยะเวลาพักฟื้น

การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง มักใช้ในกรณีที่มีการอักเสบรุนแรง ถุงน้ำดีแตก ติดเชื้อรุนแรง หรือมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้ โดยใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าการผ่าตัดส่องกล้อง

ระวัง! อาการปวดท้องธรรมดา อาจไม่ธรรมดา เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี – ท่อน้ำดี”

นิ่วในท่อน้ำดี อาจเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีหลุดลงมาอุดตัน หรือเกิดขึ้นภายในท่อน้ำดีเอง ซึ่งมักทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินน้ำดี และนำไปสู่อาการที่รุนแรงได้
อาการที่พบบ่อย

  • ปวดบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา อาจปวดรุนแรงหรือต่อเนื่อง
  • ปวดต่อเนื่องนานเกิน 1–2 ชั่วโมง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น (บ่งบอกการติดเชื้อในท่อน้ำดี)
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม

หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น :
• ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
• ติดเชื้อในท่อน้ำดี
• ติดเชื้อในกระแสเลือด
• ภาวะตับอักเสบหรือตับทำงานผิดปกติ

การวินิจฉัยและตรวจหา
• อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) ช่วยตรวจหาก้อนนิ่วในถุงน้ำดีและท่อน้ำดี
• CT Scan หรือ MRI ช่วยประเมินความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดีได้ละเอียดมากขึ้น

วิธีการรักษานิ่วในท่อน้ำดี
การรักษาในปัจจุบันคือ การส่องกล้อง ERCP (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography) โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิด เป็นหัตถการส่องกล้องผ่านทางปาก เพื่อเข้าถึงท่อน้ำดีและนำก้อนนิ่วที่อุดตันออก ช่วยลดการอุดตันและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ในบางรายที่มีทั้งนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดี แพทย์อาจวางแผนรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดีร่วมกับการส่องกล้อง ERCP เพื่อช่วยนำก้อนนิ่วที่อุดตันออก และรักษาต้นเหตุของการเกิดนิ่วได้อย่างเหมาะสม

ป้องกันก่อนเสี่ยงเป็นนิ่ว
• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
• ลดอาหารไขมันสูง และเลือกไขมันดีในปริมาณเหมาะสม
• รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ และอาหารไฟเบอร์สูง
• ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักเร็วเกินไป
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3–5 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที

นิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดี อาจเริ่มต้นจากอาการปวดท้องที่ดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ การสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะฉุกเฉินได้

หากมีอาการผิดปกติ สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาแพทย์ได้ที่
โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร. 02-055-6555 ต่อ 0 หรือ
แผนกผู้ป่วยนอกพรีเมียม โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 1059, 1060

ทำความเข้าใจโรคนิ่วในถุงน้ำดี: สาเหตุ อาการ และเมื่อใดควรพบแพทย์

นิ่วในถุงน้ำดีเป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ที่หลายคนอาจจะไม่ได้เข้าใจถึงสาเหตุของมันมากนัก และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดอาการที่มีความรุนแรง ความเจ็บปวด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับโรคนิ่วในถุงน้ำดีทั้ง สาเหตุ และอาการที่พบได้บ่อย และเมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์

นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร ?

นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากการตกผลึกของสารประกอบในน้ำดี เช่น คอเลสเตอรอล บิลิรูบิน หรือเกลือน้ำดี ซึ่งน้ำดีเป็นของเหลวที่ตับสร้างขึ้นเพื่อช่วยย่อยไขมัน โดยปกติแล้ว น้ำดีจะไหลจากตับไปเก็บไว้ที่ ถุงน้ำดี เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไขมัน ถุงน้ำดีจะบีบตัวเพื่อปล่อยน้ำดีลงสู่ลำไส้เล็กเพื่อช่วยย่อยไขมัน แต่หากสารต่างๆ ในน้ำดีมีความไม่สมดุล อาจเกิดการตกตะกอนและจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง หรือที่เรียกว่า นิ่วในถุงน้ำดี

สาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดี
นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากความไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี เช่น คอเลสเตอรอล เกลือน้ำดี และบิลิรูบิน ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้นิ่วเกิดขึ้น ได้แก่
• คอเลสเตอรอลสูงในน้ำดี ปริมาณคอเลสเตอรอลสูงเกินไปอาจทำให้เกิดการตกตะกอนเป็นนิ่ว
• ระดับบิลิรูบินสูง โรคตับ การติดเชื้อทางเดินน้ำดี และความผิดปกติของเลือดบางชนิด
• ถุงน้ำดีบีบตัวไม่ดี หากถุงน้ำดีไม่บีบตัวหรือระบายน้ำดีออกได้ไม่หมด อาจทำให้เกิดการสะสมของตะกอน
• อาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและไฟเบอร์ต่ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงได้ น้ำหนักตัวที่เกินและการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
• ภาวะทางการแพทย์และฮอร์โมน เช่น โรคเบาหวาน, ภาวะอ้วน, การใช้ยาคุมกำเนิด, การรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน, หรือ กรรมพันธุ์ในครอบครัวที่มีประวัตินิ่ว

*บิลิรูบิน = สารที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง

อาการที่พบบ่อยของนิ่วในถุงน้ำดี
แม้ว่านิ่วในถุงน้ำดีบางชนิดอาจไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มมีอาการ มักจะรุนแรงและสร้างความปวดอย่างมาก เช่น
• ปวดท้องรุนแรง มักปวดบริเวณชายโครงขวา หรือ ใต้ลิ้นปี่ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และอาจปวดร้าวไปบริเวณสะบักขวา
• คลื่นไส้และอาเจียน
• ท้องอืด แน่นท้อง และอาหารไม่ย่อย
• มีไข้และหนาวสั่น อาจเกิดการติดเชื้อในถุงน้ำดี
• ตัวเหลืองและตาเหลือง (ดีซ่าน) เป็นสัญญาณว่ามีนิ่วอุดตันท่อน้ำดี

เมื่อใดควรพบแพทย์ ?
หากคุณมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ตัวเหลือง ตาเหลือง มีไข้สูง หรืออาเจียน ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
• ถุงน้ำดีอักเสบ (cholecystitis) เป็นภาวะอักเสบที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง
• ท่อน้ำดีอุดตัน อาจทำให้เกิดดีซ่าน และการติดเชื้อรุนแรง
• ตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) อาจเกิดขึ้นเมื่อนิ่วอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบของตับอ่อน

นิ่วในถุงน้ำดีอาจก่อให้เกิดอาการปวดและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม การตรวจพบและรักษาแต่เนิ่นๆ สามารถป้องกันภาวะร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

ติดต่อนัดตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นได้แล้ววันนี้ที่ แผนกผู้ป่วยนอกพรีเมียม โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 1059, 1060

เช็กลิสต์วันคลอด:

การเตรียมตัวไปคลอดเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและอาจทำให้คุณรู้สึกกังวล การจัดกระเป๋าเพื่อไปโรงพยาบาลล่วงหน้าจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น บทความนี้จะช่วยให้คุณเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับคุณแม่ ทารก และคุณพ่อให้พร้อมที่สุดเมื่อวันคลอดมาถึง

ควรเตรียมของอะไรบ้างเมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอด

สำหรับคุณแม่: ความสะดวกสบายและของใช้จำเป็น
แม้ว่าโรงพยาบาลจะมีของใช้พื้นฐานให้ แต่การนำของใช้ส่วนตัวไปเองจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสะดวกและสบายใจยิ่งขึ้น
☑ เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เลือกชุดที่สวมใส่สบาย เสื้อคลุม และรองเท้าแตะ หากคุณวางแผนให้นมลูก ควรเลือกชุดที่เหมาะสำหรับให้นม
☑ ผ้าอนามัยสำหรับคุณแม่และกางเกงชั้นใน หลังคลอดจะมีเลือดออก ควรเตรียมผ้าอนามัยขนาดใหญ่และกางเกงชั้นในที่สวมใส่สบาย บางคนอาจเลือกใช้กางเกงชั้นในแบบใช้แล้วทิ้ง
☑ อุปกรณ์อาบน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หวี สบู่ ยาสระผม และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น
☑ เอกสารสำคัญและแผนการคลอด หากคุณมีแผนการคลอด ควรพิมพ์เอกสารไว้ให้ทีมแพทย์ นอกจากนี้ ควรนำบัตรประชาชนและเอกสารประกันสุขภาพไปด้วย
☑ ยารักษาโรคประจำตัว หากคุณมีโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ควรเตรียมยาในปริมาณที่เพียงพอสำหรับช่วงเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล พร้อมแจ้งแพทย์และพยาบาลถึงประวัติการใช้ยาเหล่านี้
☑ ของใช้สำหรับผ่อนคลาย หนังสือ แท็บเล็ต หรือเพลงที่คุณชอบ สามารถช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายในระหว่างรอคลอด
☑ ชุดใส่กลับบ้าน เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบายและเหมาะกับร่างกายหลังคลอด

สำหรับทารก: ของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกน้อย
แม้ว่าโรงพยาบาลจะมีของใช้พื้นฐานให้ แต่การนำของใช้ส่วนตัวไปเองจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสะดวกและสบายใจยิ่งขึ้น
☑ ชุดเด็กอ่อน เตรียมชุดสำหรับเด็กแรกเกิด 2-3 ชุดในขนาดที่ต่างกัน
☑ ผ้าห่อตัว ผ้าห่อตัวช่วยให้ทารกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
☑ ผ้าอ้อมและทิชชู่เปียก โรงพยาบาลอาจมีให้บ้าง แต่การเตรียมไปเองจะทำให้คุณมั่นใจว่ามีเพียงพอ
☑ หมวกและถุงมือ หมวกช่วยให้ศีรษะอบอุ่น ส่วนถุงมือช่วยป้องกันการขีดข่วน

สำหรับคุณพ่อ: การสนับสนุนและความสะดวกสบาย
คุณพ่อเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือคุณแม่ในวันคลอดอย่างมากเช่นกันการเตรียมของเล็กน้อยจะช่วยทำให้คุณพ่อสะดวกสบายในระหว่างรอยิ่งขึ้น
☑ บัตรประจำตัวประชาชนของคุณพ่อ
☑ สำเนาทะเบียนสมรส ในกรณีจดทะเบียนสมรสให้นำสำเนาทะเบียนสมรสมาด้วย
☑ สำเนาทะเบียนบ้านที่ต้องการนำชื่อเด็กย้ายเข้า
☑ ของว่างและขวดน้ำ ควรเตรียมของว่างที่ให้พลังงานและน้ำดื่มให้เพียงพอ
☑ สายชาร์จโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูป เพื่อเก็บภาพช่วงเวลาสำคัญ
☑ เสื้อผ้าและหมอน หากต้องค้างคืนที่โรงพยาบาล ควรเตรียมเสื้อผ้าสำรองและหมอนสำหรับนอน
☑ เครื่องมือนวดและเพลงโปรด การนวดช่วยลดความตึงเครียดขณะคลอด และเพลงสามารถช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

เคล็ดลับเพิ่มเติม
• ควรเตรียมกระเป๋าให้พร้อมตั้งแต่ สัปดาห์ที่ 36 ของการตั้งครรภ์
• วางกระเป๋าไว้ในที่หยิบใช้งานง่าย หรือในรถเพื่อความสะดวก
• ตรวจสอบกับโรงพยาบาลว่ามีสิ่งใดให้บ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการพกของมากเกินไป

การเตรียมกระเป๋าไปโรงพยาบาลล่วงหน้าจะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจและพร้อมรับมือกับช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการต้อนรับลูกน้อยอย่างอบอุ่น

วางแผนการฝากครรภ์และคลอดคุณภาพได้แล้ววันนี้ที่ แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 2123, 2124

สัญญาณของการคลอด: ปวดแบบไหนควรไปโรงพยาบาล

ช่วงเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์รอคอยมานานที่สุดคือการได้พบหน้าลูกน้อย แต่ในขณะเดียวกัน ช่วงก่อนคลอดก็อาจเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวล โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่มือใหม่ การรู้จักสัญญาณของการคลอดและเมื่อไรควรต้องรีบไปโรงพยาบาลจะช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงได้มากขึ้นเช่นกัน

สัญญาณทั่วไปของการคลอด

อาการพร้อมคลอดมักเริ่มต้นด้วยสัญญาณต่าง ๆ ที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดลูก โดยจะมีสัญญาณที่พบบ่อย ๆ ดังนี้:

1. การเจ็บท้องคลอด (Contractions)
การเจ็บท้องคลอดมักเป็นสัญญาณแรกของการเข้าสู่ระยะการคลอด โดยอาการเจ็บนี้จะรู้สึกเหมือนกับอาการปวดประจำเดือนหรือปวดเกร็งที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
• สังเกตลักษณะ: ความถี่และความสม่ำเสมอของการเจ็บ หากการเจ็บเกิดขึ้นทุก 5 นาทีหรือถี่กว่านั้น และเจ็บนานประมาณ 1 นาที นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณควรเตรียมตัวไปโรงพยาบาล
• เจ็บท้องจริง vs เจ็บท้องหลอก: การเจ็บท้องจริงมักจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และไม่หายไปเมื่อคุณเปลี่ยนท่าทาง ส่วนการเจ็บท้องหลอก (Braxton Hicks) มักไม่สม่ำเสมอและหายไปเมื่อพักผ่อน

2. น้ำเดิน (Water Breaking)
น้ำเดินเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังเข้าสู่ระยะคลอด น้ำเดินเกิดจากถุงน้ำคร่ำที่ห่อหุ้มทารกแตก ทำให้น้ำคร่ำไหลออกมา
• ลักษณะน้ำเดิน: น้ำคร่ำอาจไหลออกมาเป็นหยดเล็ก ๆ หรือไหลออกมามากเหมือนน้ำตก หากคุณรู้สึกว่าน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะน้ำเดินหมายความว่าการคลอดกำลังใกล้เข้ามา

3. มีมูกปนเลือด (Bloody Show)
การมีมูกเหนียวปนเลือดออกมาจากช่องคลอดเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าปากมดลูกกำลังเริ่มเปิดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด แม้ว่าสัญญาณนี้จะไม่ได้บ่งบอกว่าการคลอดจะเกิดขึ้นทันที แต่ก็ควรเตรียมตัวและติดต่อโรงพยาบาล

4. ความรู้สึกกดดันที่อุ้งเชิงกราน
ในระยะใกล้คลอด คุณอาจรู้สึกเหมือนว่าทารกกำลังกดดันลงมาที่อุ้งเชิงกรานมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการที่ทารกเลื่อนตัวลงมาในตำแหน่งเตรียมคลอด

เมื่อไรควรไปโรงพยาบาล ควรไปโรงพยาบาลทันทีหากคุณพบสัญญาณเหล่านี้:
• การเจ็บท้องคลอดที่สม่ำเสมอและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
• น้ำเดิน ไม่ว่าจะไหลมากหรือน้อย
• เลือดออกจากช่องคลอดที่มีปริมาณมาก
• รู้สึกว่าทารกเคลื่อนไหวลดลง

หากคุณไม่แน่ใจว่าควรไปโรงพยาบาลหรือไม่ อย่าลังเลที่จะติดต่อแพทย์หรือพยาบาลเพื่อขอคำแนะนำ

การเตรียมตัวสำหรับการคลอด
ก่อนถึงวันคลอด ควรเตรียมกระเป๋าไปโรงพยาบาลให้พร้อม โดยใส่สิ่งของจำเป็น เช่น เสื้อผ้าสำหรับคุณแม่และลูกน้อย เอกสารสำคัญ และสิ่งของที่ช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย

การรู้จักสัญญาณของการคลอดช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถเตรียมตัวได้ดีขึ้นและลดความกังวลลงได้ อย่าลืมสังเกตอาการของตัวเองอย่างใกล้ชิด และเมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจน เช่น การเจ็บท้องคลอดถี่ น้ำเดิน หรือเลือดออกจากช่องคลอด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อความปลอดภัยของคุณและลูกน้อย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 2123, 2124

เพราะสุขภาพและความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยคือสิ่งสำคัญที่สุด

การดูแลสุขภาพในระหว่างตั้งครรภ์: สิ่งที่คุณแม่ทุกคนควรรู้ระหว่างการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับคุณแม่ทุกคน การดูแลสุขภาพที่ดีระหว่างตั้งครรภ์ไม่เพียงช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่ยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ด้วย

นี่คือสิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรรู้และปฏิบัติตาม:

1. การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพก่อนคลอด (antenatal care) อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจสอบพัฒนาการของทารกในครรภ์และสังเกตปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการตรวจคัดกรอง เช่น การตรวจเลือด การอัลตราซาวด์ และ การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมและยีนของทารกในครรภ์ (NIPT) ในปัจจุบันก็มีโปรแกรมฝากครรภ์เหมาจ่ายดี ๆ ให้เลือกมากมายในหลาย ๆ โรงพยาบาล

2. การรับประทานอาหารที่ดี
อาหารที่คุณแม่รับประทานมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ ควรเน้นการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น โปรตีน วิตามิน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก รวมถึงดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารดิบ และจำกัดการบริโภคคาเฟอีน และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3. การออกกำลังกายที่เหมาะสม
การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดิน การว่ายน้ำ หรือโยคะสำหรับคนท้อง เป็นวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย และบรรเทาอาการปวดหลังหรือขาบวม แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายใด ๆ

4. การดูแลสุขภาพจิต
สุขภาพจิตของคุณแม่มีผลต่อสุขภาพของทารกโดยตรง การจัดการความเครียด การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการใช้เวลาเพื่อทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายเป็นสิ่งที่จำเป็น หากรู้สึกวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

5. การจัดการอาการไม่สบายระหว่างตั้งครรภ์
คุณแม่อาจประสบปัญหาอาการไม่สบายต่างๆ เช่น แพ้ท้อง ปวดหลัง หรือขาบวม ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ การนวดเบา ๆ เผื่อผ่อนคลายคล้ามเนื้อ หรือการใช้หมอนรองขณะนอน หากมีอาการรุนแรงหรือมีความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

6. การเตรียมตัวสำหรับการคลอด
การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคลอดและการเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับทารกจะช่วยลดความกังวลและทำให้คุณแม่มีความพร้อม คุณแม่อาจพิจารณาเข้าคลาสเตรียมตัวคลอดหรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลทารกแรกเกิดเพิ่มเติม

การดูแลสุขภาพที่ดีระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่และทารกในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์และดูแลตัวเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุขและความปลอดภัย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 2123, 2124