ปัจจุบันมีการรณรงค์การให้นมแม่อย่างต่อเนื่อง เพราะนมแม่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์และสารอาหารครบถ้วนสำหรับทารก เหมาะสมต่อการย่อยและการดูดซึม และมีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมตามวัยทารก ทำให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกสมบูรณ์ ให้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคทำให้ไม่ค่อยเจ็บป่วย โดยเฉพาะหัวน้ำนม/นมน้ำเหลือง เป็นวัคซีนหยดแรกของชีวิต โดยมีเป้าหมายให้คุณแม่สามารถให้นมลูกได้ตามธรรมชาติ และเตรียมความพร้อมคุณแม่เพื่อให้นมแม่ได้หลังจากกลับไปทำงาน
โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรีตระหนักถึงความสำคัญของนมแม่จึงจัดตั้งคลินิกนมแม่ โดยดูแลคุณแม่ร่วมกับ กุมารแพทย์ ศัลยแพทย์ และ กายภาพบำบัด คลินิกนมแม่จะมีการให้ความารู้คุณแม่และผู้มรส่วนร่วมในการเลี้ยงทารก โดยแบ่งการดูแลเป็น 2 ช่วง ก่อนคลอด และหลังคลอด และเมื่อกลับบ้านแล้ว โดยจะเน้นการให้นมลูกเป็นสำคัญ เพื่อให้คุณแม่มั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างสำเร็จ อย่างน้อย 6 เดือนแรกของชีวิตทารก
ปัญหาที่พบบ่อยของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
1. เต้านมคัด
2. น้ำนมน้อย, รู้สึกว่าน้ำนมไม่พอ
3. ลูกไม่ยอมดูดนม
4. เต้านมอักเสบ
ก่อนคลอด
หลังคลอด
เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-16.00 น.
ติดต่อ : ชั้น 5 แผนกนมแม่
สอบถามเพิ่มเติม/นัดหมายล่วงหน้า : โทร. 0-2901-8400 ถึง 8 กด 5122, 5123
กรณีลูกร้องแล้วให้ลูกกินนมผสมทดแทนทันที จะมีผลให้ทารกอิ่มเร็ว ทำให้ทารกไม่ยอมดูดกระตุ้นนมมารดา ส่งผลให้มารดามีน้ำนมมาล่าช้าได้เนื่องจากไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ควรให้บ่อยเท่าที่เขารู้สึกหิว บางครั้งอาจทุกครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะดูดไม่นานก็เคลิ้มหลับไปเสียก่อน จึงทำให้ตื่นบ่อย
แม่จึงควรกระตุ้นหรือปลุกให้ลูกดูดให้นานกว่าที่เขาต้องการ คอยจับเรอไล่ลมแล้วกลับมาดูดใหม่
แต่บางครั้งการร้องของเด็กไม่ได้เกิดจากความหิวทุกครั้ง แม่จึงควรมีประสบการณ์ในการแยกแยะสาเหตุของการร้อง รวมถึงสังเกตอาการขยายตัวของหน้าท้องว่าท้องแฟบหรือท้องอืด การช่วยให้เด็กหยุดร้อง ไม่ได้มีเพียงแต่การให้ดูดเท่านั้น บางครั้งการอุ้ม การห่อตัวให้แน่นๆ การโยกไปมา การให้ยาช่วยขับลม อาจช่วยให้ลูกสงบได้
บางครั้งเด็กอาจได้นมไม่พอจริงๆ หากเด็กไม่เรอ อุจจาระปัสสาวะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูว่าน้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนมแม่อาจช่วยได้ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้น
” ดูดนมทีละข้างหรือทั้งสองข้าง “
ขึ้นอยู่กับความต้องการของแม่ และเด็ก เด็กบางคนดูดได้นานมาก แต่ดูดไม่บ่อยครั้ง หรือ บางคนขอดูดบ่อยๆ แต่กินทีละน้อย แม่บางคนมีน้ำนมมาก เวลาที่ลูกดูดข้างเดียวก็อิ่มแล้ว แนะนำให้ดูดให้เกลี้ยงเต้าหนึ่งข้างไปเลยเพื่อให้ได้รับน้ำนมส่วนท้ายซึ่งมีไขมันมากกว่า และน้ำตาลแลคโตสน้อยกว่าน้ำนมส่วนต้น ทำให้เด็กหลับได้ดีและไม่มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เด็กจะมีการถ่ายกระปริบกระปรอยน้อยกว่าการได้รับแต่น้ำนมส่วนต้นเท่านั้น แต่บางคนต้องดูดสองข้างจึงอิ่ม ให้สลับเต้าที่ดูดเป็นข้างแรก เช่น ครั้งนี้ดูดข้างซ้ายก่อน ครั้งหน้าให้ดูดข้างขวาก่อน เพราะข้างที่ถูกดูดก่อนจะได้รับการกระตุ้นดีกว่าเพราะดูดได้เกลี้ยงเต้า
ทำอย่างไรให้เกลี้ยงเต้า
คุณแม่บางคนก็น้ำนมมากโดยธรรมชาติ บางคนก็กระตุ้นมากไปจนมากเกิน หากต้องการลดปริมาณการผลิตน้ำนมโดยไม่ให้มีผลกระทบกับจำนวนครั้งในการดูดของลูกหรือต้องหย่านมลูก สามารถทำได้โดยการจำกัดการดูดนมของลูก ให้ดูดเพียงข้างเดียวในแต่ละมื้อ (ระยะห่างระหว่างมื้อ 3-4 ช.ม.หรือนานกว่า) แล้วสลับข้างในมื้อถัดไป ด้วยวิธีนี้ น้ำนมจะสะสมอยู่ในเต้าเต็มที่ก่อนที่จะเปลี่ยนข้าง (น้ำนมสะสมมากๆ à การผลิตจะลดลง)การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการผลิตน้ำนมในแต่ละช่วงวัยของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในช่วงสองสามวันแรกหลังคลอด ก่อนจะถึงจุดที่คุณแม่เริ่มรู้สึกว่า “นมมาแล้ว” นั้น กระบวนการผลิตน้ำนมเกิดจากการทำงานของฮอร์โมน ไม่ว่าจะอย่างไร ก็จะมีการผลิตน้ำนม (แต่ในปริมาณที่น้อย) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำน้ำนมออกจากร่างกาย
การสร้างน้ำนมให้เพียงพอ แม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารและน้ำให้เพียงพอ นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ ให้ลูกดูดกระตุ้นบ่อยๆ การให้เด็กดูดนมช่วงกลางคืนจะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมต่อเนื่อง เพราะฮอร์โมนที่ช่วยผลิตน้ำนมจะหลั่งออกมามากตอนกลางคืน ดังนั้นเวลากลางวันแม่ควรได้นอนพักบ้างเพื่อจะได้ตื่นให้นมตอนกลางคืนได้ ที่สำคัญ คือ ควรให้ลูกดูดนมให้เกลี้ยงเต้า เพื่อกระตุ้นให้สร้างน้ำนมเพิ่มขึ้น หากลูกดูดไม่หมด ควรบีบออกให้หมดด้วยมือหรือใช้เครื่องปั๊มนม
ปกติน้ำหนักของเด็กจะลดลงประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักแรกเกิดในช่วงสัปดาห์แรก และเพิ่มขึ้น 20-30 กรัมต่อวันใน 3 เดือนแรก หากเด็กมีปัญหาน้ำหนักตัวขึ้นน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก่อนตัดสินใจให้นมผง เพราะบางครั้งปัญหาอาจเกิดจากท่าดูดไม่ถูกต้อง พังผืดใต้ลิ้น หรือ ไม่ได้ให้ลูกดูดบ่อยเท่าที่ควร
บางกรณีอาจต้องใช้การเสริมน้ำนม แต่ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าสายเสริมให้น้ำนม เป็นสายพลาสติกเล็กๆแปะติดกับหัวนมแม่ โดยจุ่มปลายอีกด้านหนึ่งในถ้วยใส่นมเสริม เวลาที่เด็กดูด น้ำนมจะไหลเข้าปาก ทำให้เด็กยอมดูดกระตุ้นที่หัวนม หลังดูดเสร็จ แม่ต้องปั๊มนมออกให้เกลี้ยงเต้าเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนมกลับคืน
การให้ลูกกินนมแม่จากเต้านมจะมีกลไกการกินที่มีความแตกต่างจากการกินนมจากขวด ลักษณะการเคลื่อนที่ของลิ้นและการขยับของขากรรไกรของทารกจะไม่เหมือนกัน ในระหว่างการกินนมจากเต้า ทารกจะมีการหายใจที่สัมพันธ์กับการดูดและกลืนน้ำนม โดยอัตราส่วนการหายใจ การดูด และการกลืนนมจะเป็น 1:1:1 ในขณะที่ทารกที่กินนมขวด น้ำนมจะไหลเร็ว ทำให้ทารกหยุดหายใจและหายใจออกเร็วกว่า การให้ทารกกินนมจากขวดจะอาจทำให้ทารกคุ้นเคยกับการดูดนมจากขวดที่ไหลได้เร็วและทารกไม่ได้เคลื่อนลิ้นไปด้านหน้าในขณะกินนม เมื่อนำทารกมากินนมแม่จากเต้าจึงอาจมีความลำบาก ต้องฝึกลักษณะการดูดนมใหม่ ทารกที่ติดขวดนมแล้ว อาจจะหงุดหงิดและปฏิเสธการกินนมจากเต้า อย่างไรก็ตาม แม้มีความลำบาก หากมารดามีความตั้งใจที่จะให้ลูกกินนมแม่ร่วมกับการสนับสนุนของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นผู้ดูแล การเข้าเต้าเพื่อให้ทารกกินนมแม่ยังสามารถทำได้
คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจจะกังวลว่าลูกจะกินนมแม่พอหรือไม่ เวลาดูดนมจากเต้าจะรู้ได้อย่างไรว่าได้รับนมแม่พอ ลองสังเกตตามนี้ :
อย่าลืมว่าทารกที่ร้องไห้อาจไม่ใช่เพราะหิวเสมอไป เขาอาจต้องการความอบอุ่นโดยการอุ้ม การกอด หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ดังนั้นจึงไม่ควรป้อนนมทุกครั้งที่ลูกร้องไห้ แต่ควรสังเกตพฤติกรรมและเสียงร้องของลูกและตอบสนองอย่างเหมาะสม
เมื่อมีอาการบ่งบอกว่าเป็นเต้านมอักเสบ นมมีก้อนแข็งควรปฎิบัติดังนี้ :
การให้นมแม่ไม่ควรเจ็บปวด ความเจ็บปวดอาจเกิดขึ้นในช่วงแรกแต่จะค่อยๆหายเจ็บทีละน้อยและหายเจ็บในที่สุด การงับหัวนมที่ผิดวิธีและท่าอุ้มให้นมที่ผิดเป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บหัวนม เนื่องจากเด็กอาจงับลานนมได้ไม่ลึกพอจึงดูดเพียงบริเวณหัวนมซึ่งทำให้เจ็บ ถ้าคุณมีอาการเจ็บหัวนม คุณมักเลื่อนเวลาให้นมออกไปและนี่เองเป็นสาเหตุของอาการเต้าคัดตึงและนำไปสู่อาการท่อน้ำนมอุดตัน ถ้าลูกดูดนมอย่างถูกวิธีและดูดอย่างมีประสิทธิภาพ ลูกจะดูดได้นานเท่าที่ลูกต้องการโดยที่คุณไม่รู้สึกเจ็บ :
ข้อควรจำ: ถ้าลูกดูดนมแล้วคุณรู้สึกเจ็บให้เอาลูกออกจากเต้าก่อนแล้วเริ่มใหม่ ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากยังรู้สึกเจ็บ
สิ่งสำคัญ : ถ้าคุณยังมีอาการเจ็บหัวนมหลังจากพยายามทำตามคำแนะนำต่างๆแล้ว คุณควรไปพบผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการอบรมด้านการให้นมแม่โดยเฉพาะ เช่น Lactation consultant หรือ Peer Counselor (สำหรับประเทศไทย ให้ไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมแม่ที่ศูนย์นมแม่หรือคลีนิคนมแม่)
เป็นเรื่องปกติที่เต้านมแม่จะใหญ่ขึ้น หนักขึ้นและบวมเมื่อมีการสร้างน้ำนมมากขึ้นในวันที่ 2-6 หลังคลอด ซึ่งการสร้างน้ำนมที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้เกิดเต้านมคัด เต้านมจะแข็งขึ้นและมีอาการปวด บวม ร้อน เต้านมมีสีแดงขึ้น บางครั้งอาจมีไข้ต่ำๆ และอาจทำให้สับสนกับโรคติดเชื้อที่เต้านม อาการคัดเต้านมเป็นผลจากร่างกายสร้างน้ำนมมากขึ้นมักเกิดขึ้นวันที่ 3-4 หลังคลอดบุตร ซึ่งทำให้การไหลเวียนโลหิตช้า เมื่อเลือดและน้ำเหลืองเคลื่อนผ่านเต้านม ของเหลวจากเส้นเลือดเหล่านี้มีการซึมผ่านบริเวณเนื้อเยื่อเต้านมทำให้เกิดการคั่งบริเวณเต้านม ต่อไปนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการคัดเต้านม
อาการเต้านมคัดอาจนำไปสู่ภาวะท่อน้ำนมอุดตันหรือเต้านมอักเสบ ดังนั้นควรพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หากปฏิบัติได้ถูกต้องอาการควรหายไปภายใน 1-2 วัน
สิ่งสำคัญ : หากมีอาการเต้านมคัดเกิน 2 วัน หลังจากพยายามรักษาด้วยตัวเองแล้ว ให้ปรึกษาที่ปรึกษาด้านการให้นม (Lactation consultant)
