ฝากครรภ์ และคลอดอุ่นใจ ที่โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี

ความสุขเริ่มต้นที่ รพ.ภัทร-ธนบุรี

โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี พร้อมดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ ตั้งแต่ก่อนคลอด และหลังคลอด รวมถึงการดูแลสุขภาพลูกน้อยตั้งแต่หัวใจเต้นครั้งแรก ด้วยทีมสูตินรีแพทย์ สูตินรีแพทย์เฉพาะทาง เวชศาสตร์มารดา และทารกในครรภ์ ทีมกุมารแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพ ให้ 9 เดือนแห่งความสุขของคุณ เริ่มต้นที่ โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี

โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี พร้อมให้การบริการคุณแม่ฝากครรภ์ คุณแม่คลอด และสุขภาพลูกน้อยด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง มากประสบการณ์ในการดูแลคุณแม่ฝากครรภ์ และคลอด ที่ในแต่ละปี โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี ได้ให้บริการทำคลอดทารกแรกเกิด กว่า 400 ราย ด้วยการดูแลเอาใจใส่ที่ได้มาตรฐาน พร้อมการสนับสนุนนมแม่ ให้คุณแม่คลอดลูกอุ่นใจ โดยพร้อมให้บริการคุณแม่ฝากครรภ์ และคลอดในทุกช่วงเวลาสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญดังนี้

การฝากครรภ์ (ก่อนคลอด)

ประโยชน์ของการฝากครรภ์ และดูแลก่อนคลอดตลอดทุกระยะการตั้งครรภ์

  • คัดกรองความผิดปกติตั้งแต่ฝากครรภ์ และตรวจจับภาวะแทรกซ้อน กับทีมสูตินรีแพทย์
  • ติดตามการเจริญเติบโต และพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อประเมินการตรวจติดตามสุขภาพลูกน้อยในครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพลูกน้อยในครรภ์มีความสมบูรณ์ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • การตรวจหาความผิดปกติ หรือความพิการของทารกอย่างละเอียด ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์ (Anomaly Scan) กับสูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดา และทารกในครรภ์ (MFM: Maternal Fetal Medicine)
  • ลดอัตราการคลอดก่อนกำหนด
  • ทราบอายุครรภ์ที่แม่นยำ เพื่อสามารถคาดการณ์กำหนดวันคลอดที่แม่นยำ
  • ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสม
  • การตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดมารดา (NIPT Test) ที่สามารถคัดกรองความเสี่ยงของทารกในครรภ์ที่มีความผิดปกติกลุ่มอาการดาวน์ หรือความผิดปกติของโครโมโชมอื่นๆ พร้อมทั้งยังสามารถรู้ผลเพศลูกน้อยได้เร็ว
  • สามารถให้คำปรึกษาคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์เพื่อให้คุณแม่ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องและมั่นใจ
  • ให้บริการอบรมคลาสเรียนครรภ์คุณภาพ เพื่อให้ความรู้แนวทางปฏิบัติตัวกับคุณแม่ตั้งครรภ์ และคุณพ่อ เพื่อสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกหลัก อาทิ การปฏิบัติตนระหว่างตั้งครรภ์ การอาบน้ำลูกน้อย การให้นมแม่

การคลอดบุตร แบบธรรมชาติ และแบบการผ่าตัดคลอด

  • ทีมสูตินรีแพทย์มากประสบการณ์ รวมถึงพยาบาลวิชาชีพที่พร้อมดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด และทีมกุมารแพทย์ที่พร้อมดูแลลูกน้อยตั้งแต่ครั้งแรกที่ลืมตาหลังคลอด โดยทีมกุมารแพทย์จะเข้าไปรับลูกน้อยหลังคลอดที่ห้องผ่าตัด หรือ ห้องคลอด เพื่อส่งลูกน้อยไปยังแผนกทารกแรกเกิด
  • ห้องคลอด ห้องผ่าตัด และแผนกทารกแรกเกิดได้มาตรฐาน อุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อให้คลอดอุ่นใจ

หลังคลอดบุตร

  • หลังคลอดห้องพักบรรยากาศสบาย อบอุ่น พร้อมทีมสูตินรีแพทย์ ทีมกุมารแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพ ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
  • ให้บริการคุณแม่หลังคลอดอย่างใกล้ชิด ด้วยการสอนการอาบน้ำลูกน้อย และพยาบาลนมแม่พร้อมให้คำแนะนำ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  • นักกายภาพบำบัด นวดกระตุ้นเปิดท่อน้ำนมคุณแม่ด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน
     

ทำความเข้าใจภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

การมีลูกเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข ความตื่นเต้น และความเปลี่ยนแปลงในชีวิต อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณแม่หลายคน ช่วงหลังคลอดอาจนำมาซึ่งปัญหาทางอารมณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression – PPD) ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคุณแม่เพียงคนเดียว แต่ยังอาจส่งผลต่อคุณพ่อหรือคู่ชีวิตด้วย การสนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วงเวลานี้เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพจิตของทั้งสองฝ่ายและความเป็นอยู่ที่ดีของลูกน้อย

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดคืออะไร ?

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเป็นภาวะสุขภาพจิตที่สามารถเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด โดยแตกต่างจาก “อาการเศร้าหลังคลอดชั่วคราว” (Baby Blues) ซึ่งทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวน เศร้า และกังวลเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วหายไปประมาณสองสัปดาห์ ในขณะที่ PPD มักจะยาวนานขึ้นและมีอาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ

อาการของ Postpartum Depression – PPD
• รู้สึกเศร้าและสิ้นหวังเป็นเวลานาน
• อารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง
• อ่อนเพลียหรือนอนไม่หลับ
• เบื่ออาหารหรือรับประทานมากเกินไป
• รู้สึกผิดหรือไร้ค่า
• มีความวิตกกังวลหรืออาการตื่นตระหนก
• รมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือลูก (ในกรณีที่รุนแรง)

แม้ว่าภาวะนี้จะเกิดขึ้นกับคุณแม่เป็นหลัก แต่คุณพ่อก็สามารถประสบกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้เช่นกัน โดยเฉพาะจากความเครียดในการปรับตัวกับบทบาทใหม่ ความอดนอน และความรู้สึกว่าตัวเองช่วยเหลือคู่ชีวิตไม่ได้

วิธีที่พ่อและแม่สามารถช่วยเหลือกันและกัน

การรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย พ่อและแม่สามารถช่วยเหลือกันได้โดยการปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

1. เปิดใจพูดคุยกัน

การสื่อสารอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความรู้สึกและปัญหาที่เผชิญสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกเข้าใจกันมากขึ้น คุณแม่ควรกล้าที่จะบอกความรู้สึกของตนเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน ขณะเดียวกันคุณพ่อก็ควรแชร์ความกังวลของตนเองด้วย การพูดคุยกันอย่างจริงใจช่วยลดความโดดเดี่ยวและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น …

PPD เป็นภาวะทางการแพทย์ที่อาจต้องได้รับการรักษา การไปพบแพทย์หรือเข้ารับคำปรึกษาทางจิตวิทยาร่วมกันสามารถช่วยให้คุณแม่รู้สึกได้รับการสนับสนุน และทำให้คุณพ่อเข้าใจถึงปัญหานี้มากขึ้น …

การดูแลทารกเป็นภาระที่หนัก คุณพ่อสามารถช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม (หากใช้ขวดนม) หรือช่วยกล่อมลูกนอนในช่วงกลางคืนเพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อน …

ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต่างต้องการเวลาพักผ่อน คุณแม่ควรได้รับโอกาสให้หลับพักผ่อน อาบน้ำอุ่น หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ในขณะเดียวกัน คุณพ่อก็ควรได้รับเวลาพักจากภาระหน้าที่เพื่อดูแลสุขภาพจิตของตนเอง …

การได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัว เพื่อน หรือกลุ่มสนับสนุนสำหรับพ่อแม่มือใหม่สามารถช่วยลดความเครียดได้ การขอความช่วยเหลือ เช่น การให้ญาติช่วยทำอาหารหรือดูแลลูกชั่วคราว จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาพักมากขึ้น …

หากอาการของ PPD ไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ควรขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือที่ปรึกษาทางจิตวิทยา การบำบัด การให้คำปรึกษา หรือในบางกรณี การใช้ยา สามารถช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้ …

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเป็นประสบการณ์ที่ท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือ การสื่อสาร และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ คุณพ่อและคุณแม่สามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกันได้ การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตของทั้งสองฝ่าย การให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรักและความมั่นคงสำหรับลูกน้อย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 0, 2232

เพราะสุขภาพและความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยคือสิ่งสำคัญที่สุด

ภาวะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ เรื่องใกล้ตัวที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

แม้ว่าการตั้งครรภ์และการคลอดจะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ แต่ก็ใช่ว่าทุกการตั้งครรภ์จะเป็นไปอย่างราบรื่นเสมอไป เพราะในบางครั้ง อาจมีภาวะเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ได้ หากคุณแม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น

ภาวะครรภ์เสี่ยงคืออะไร ?

ภาวะครรภ์เสี่ยง หมายถึง การตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนกับคุณแม่หรือลูกในครรภ์ ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด หรือหลังคลอด ซึ่งแพทย์จะต้องดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ

ปัจจัยที่ทำให้ตั้งครรภ์เสี่ยงมีอะไรบ้าง ?
• อายุของคุณแม่ : การตั้งครรภ์ในคุณแม่ที่อายุน้อยกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การคลอดก่อนกำหนด, ครรภ์เป็นพิษ, หรือภาวะผิดปกติของทารกในครรภ์
• โรคประจำตัวก่อนตั้งครรภ์ : เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, โรคไต, หรือโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตั้งครรภ์ และอาจส่งผลกระทบกับสุขภาพของแม่และลูก
• โรคที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ : เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้คุณแม่จะมีสุขภาพดีมาก่อน
• ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ : เช่น การตั้งครรภ์แฝด, รกเกาะต่ำ, การคลอดก่อนกำหนด, รกเสื่อม, น้ำคร่ำน้อย หรือลูกในครรภ์มีความผิดปกติทางพันธุกรรม

คุณแม่ควรเตรียมตัวอย่างไร ?
การวางแผนก่อนตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างมาก คุณแม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ ปรึกษาแพทย์ ซักประวัติ ตรวจเลือด รวมถึงการฉีดวัคซีนที่จำเป็น
ระหว่างตั้งครรภ์ ควรเข้าฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายพอเหมาะ งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ และแจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ

แม้ว่าภาวะครรภ์เสี่ยงจะฟังดูน่ากังวล แต่หากคุณแม่ได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด ก็สามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 2123, 2124

เพราะสุขภาพและความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยคือสิ่งสำคัญที่สุด

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี (LC) และนิ่วในท่อน้ำดี (ERCP) ด้วยเทคนิคผ่าตัดส่องกล้อง

นิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดีเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในระบบทางเดินน้ำดี โดยเฉพาะในกรณีที่เกิด ท่อน้ำดีอุดตัน หรือ ท่อน้ำดีอักเสบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษา การรักษาในปัจจุบันมีเทคโนโลยีส่องกล้องที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยและการรักษาได้อย่างแม่นยำ และลดผลภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ป่วย ในปัจจุบันแพทย์สามารถทำการรักษาผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดี โดยใช้เทคนิคผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง เพื่อรักษาผ่านิ่วในถุงน้ำดี และการส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี เพื่อรักษานิ่วในท่อดี โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ แผลเล็กลงกว่าเดิม หายเร็วขึ้น ช่วยลดจำนวนวันพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษา ให้ปัญหาสุขภาพที่เป็นเรื่องใหญ่ เล็กลงได้

นิ่วในถุงน้ำดี: สาเหตุและอาการที่ต้องระวัง

นิ่วในถุงน้ำดี (Gall Stone) เกิดจากการตกผลึกของสารประกอบในน้ำดี เช่น แคลเซียม คอเลสเตอรอล และบิลิรูบิน ซึ่งส่งผลให้เกิดนิ่วที่มีขนาดแตกต่างกันในถุงน้ำดี โดยเฉพาะในกรณีที่นิ่วหลุดไปอุดตันในท่อน้ำดี อาจทำให้เกิดภาวะ ท่อน้ำดีอักเสบ และอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงที่อันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

นิ่วในถุงน้ำดีสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  • นิ่วคอเลสเตอรอล (Cholesterol Stones) ซึ่งมักมีสีเหลือง ขาว หรือเขียว เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับคอเลสเตอรอลสูงจนเกิดการตกตะกอนของไขมันในถุงน้ำดี
  • นิ่วจากเม็ดสี (Pigment Stones) มีลักษณะเด่นคือสีคล้ำถึงดำ มักพบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น โรคโลหิตจาง หรือโรคตับแข็ง
    • นิ่วโคลน (Mixed Gallstones) ซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืดคล้ายโคลน สาเหตุมักเกิดจากการติดเชื้อบริเวณอวัยวะใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นตับ ท่อน้ำดี หรือตับอ่อน

อาการของนิ่วในถุงน้ำดี

  • ปวดท้องบริเวณขวาบน หรือใต้ซี่โครง โดยอาการปวดมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ปวดใต้ลิ้นปี่ ชายโครงด้านขวา
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • ในกรณีก้อนนิ่วไปอุดตันในท่อน้ำดี น้ำดีจะไหลย้อนกลับไปที่ตับ ทำให้เกิดภาวะดีซ่าน ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของอาการตัวเหลืองและตาเหลือง อาการนี้บ่งชี้ถึงความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน การรักษาโดยการผ่าตัดส่องกล้องโดยเอานิ่วออก (ERCP) เป็นที่นิยมเนื่องจากมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

แนวทางการรักษา

การผ่าตัดนำถุงน้ำดีออกพร้อมนิ่ว เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับเนื่องจากมนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตามปกติโดยไม่มีถุงน้ำดี และการกำจัดถุงน้ำดียังช่วยป้องกันการเกิดนิ่วขึ้นมาใหม่ได้อีกในอนาคต

การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีสามารถทำได้ 2 วิธี

การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง โดยศัลยแพทย์จะทำการผ่าเปิดบริเวณชายโครงด้านขวา วิธีนี้มักเลือกใช้ในกรณีที่มีการอักเสบรุนแรง ถุงน้ำดีแตกทะลุ หรือในผู้ป่วยที่มีประวัติผ่าตัดหน้าท้องมาก่อนจนเกิดผังผืดมาก ซึ่งจะใช้เวลาพักฟื้นค่อนข้างนาน

การผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องผ่านทางหน้าท้อง เป็นวิธีแบบ Minimally Invasive Surgery โดยศัลยแพทย์จะใช้การเจาะรูขนาดเล็กที่หน้าท้อง เพื่อสอดกล้องและเครื่องมือผ่าตัดเข้าไป วิธีนี้ช่วยให้แพทย์มองเห็นพยาธิสภาพและอวัยวะภายในได้ชัดเจน รักษาได้ที่ต้นเหตุ แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย ลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ฟื้นตัวเร็วขึ้น

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy)
โดยผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหาร 6 – 8 ชั่วโมง และงดยาละลายลิ่มเลือด 3-5 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของยา สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ และอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า และเข้ารับการประเมินความพร้อมของร่างกายจากแพทย์ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ 6 – 8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด

นิ่วในท่อน้ำดี: สาเหตุและอาการที่ต้องระวัง

นิ่วในท่อน้ำดี อาจเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีที่หลุดเข้ามาในท่อน้ำดีทำให้เกิดนิ่วในท่อน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน ท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อและการอุดตันของท่อน้ำดีโดยตรง เมื่อนิ่วเคลื่อนตัวลงสู่ท่อน้ำดี ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดท้องซึ่งอาจปวดแบบพักๆ หรือปวดต่อเนื่อง โดยความเจ็บปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นและร้าวไปถึงด้านหลัง พร้อมกับอาการร่วมอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกมาก และใจสั่น ซึ่งอาการเหล่านี้คล้ายคลึงกับอาการของผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดี

การปล่อยไว้โดยไม่รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง หากนิ่วเคลื่อนลงไปอุดตันที่ท่อน้ำดีส่วนปลายผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง มีไข้ และปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ ภาวะนี้อาจนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียในท่อน้ำดีอย่างรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเสียชีวิตได้ หรืออาจก่อให้เกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้

การวินิจฉัยและเทคนิคการรักษา

การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยในการกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยการตรวจวินิจฉัยจะช่วยให้แพทย์สามารถระบุได้ว่า ผู้ป่วยมีนิ่วในถุงน้ำดีหรือมีนิ่วในท่อน้ำดีหรือไม่ และวางแผนแนวทางการรักษา วิธีที่นิยมใช้ในการวินิจฉัยได้แก่:

  1. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการตรวจหานิ่วในถุงน้ำดีและท่อน้ำดี เนื่องจากมีความแม่นยำสูงและไม่ต้องใช้รังสี
  2. CT Scan MRI หรือ MRCP: ช่วยประเมินโครงสร้างและความผิดปกติในท่อน้ำดี เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนของทางเดินน้ำดี
  3. การส่องกล้องท่อน้ำดี: เป็นวิธีที่สามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถเอานิ่วออกได้ทันทีหากพบว่ามีการอุดตัน

การรักษานิ่วในท่อน้ำดี
การส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดี ERCP
การส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดี ERCP (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography) เป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยในการรักษา นิ่วในท่อน้ำดี โดยสามารถทำการวินิจฉัยและการรักษาได้ในขั้นตอนเดียว เป็นวิธีการผ่าตัดส่องกล้องแบบMinimally Invasive Surgery ซึ่งแพทย์จะมองเห็นภาพท่อน้ำดี และอวัยวะต่างๆได้ชัดเจน โดยเป็นการส่องกล้องผ่านทางปาก จากนั้นแพทย์จะใช้บอลลูนหรือตะกร้อลวดขนาดเล็ก เพื่อนำนิ่วออกจากท่อน้ำดี แต่หากพบว่ามีก้อนเบียดซึ่งอาจเกี่ยวกับเนื้องอก แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และใส่ท่อระบายน้ำดี เพื่อบรรเทาอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่ผลตรวจพบว่าเป็นเนื้อร้าย แพทย์จะวางแผนการผ่าตัดเพื่อนำก้อนเนื้อออกต่อไป ข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้อง ไม่มีแผลให้เห็นเนื่องจากเป็นการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางปาก เจ็บน้อย ลดโอกาสติดเชื้อ ฟื้นตัวไว

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้คือตับอ่อนอักเสบหลังการส่องกล้อง เนื่องจากท่อตับอ่อนอยู่ติดกับรูเปิดของท่อน้ำดี และอาจเกิดการระคายเคือง โดยพบได้ประมาณ 3-5% ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นการอักเสบไม่รุนแรง และอาการจะดีขึ้นภายใน 1 – 2 วัน ด้วยการรักษาแบบประคับประคอง เช่น งดน้ำงดอาหาร ให้น้ำเกลือ และยาแก้ปวด

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดส่องกล้อง ERCP โดยผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหาร 6 – 8 ชั่วโมง และงดยาละลายลิ่มเลือด 3-5 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของยา สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ และอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า และเข้ารับการประเมินความพร้อมของร่างกายจากแพทย์

ค่าใช้จ่ายและบริการการรักษา
โดยการผ่าตัดแบบส่องกล้องนิ่วในถุงน้ำดี (LC) และการส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดี หรือการส่องกล้องท่อน้ำดี (ERCP) ราคาค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละเคส ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการโดยตรงเพื่อรับทราบข้อมูลการรักษาและประมาณการค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับอาการของท่าน

ผลกระทบหากไม่รักษา
หากปล่อยนิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดีโดยไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดปัญหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ เช่น
• ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis)
• การติดเชื้อในท่อน้ำดี (Cholangitis)
• ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)
• ภาวะดีซ่าน ( Jaundice)

ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

คำแนะนำสำหรับการดูแลตนเอง
1. หากมีอาการปวดท้องรุนแรง ตัวเหลือง หรือตาเหลือง ควรรีบพบแพทย์ทันที
2. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันการตกตะกอนในน้ำดี

การรักษาผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีและท่อน้ำดีด้วยการผ่าตัดส่องกล้องนิ่วในถุงน้ำดี (LC) และการส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดี (ERCP) ถือเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้มาตรฐานได้รับการยอมรับทางการแพทย์ และนำมาใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลทั่วไป หรือศูนย์ผ่าตัดนิ่วเฉพาะทาง รวมถึงโรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี ที่พร้อมให้บริการรักษาด้วยแพทย์มากประสบการณ์ และเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องที่ทันสมัย

ด้วยเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง ช่วยให้คุณกลับสู่ชีวิตที่ใช่ เร็วกว่าที่คิด ด้วยการรักษาที่ต้นเหตุ แผลเล็กลง เสียเลือดน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด และลดระยะเวลาในการพักฟื้นในโรงพยาบาล การวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น ให้ทุกปัญหาสุขภาพเรื่องนิ่วของคุณที่เป็นเรื่องใหญ่ เล็กลงได้ ที่โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาได้ที่ โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02 055 6555 ต่อ 1059, 1060

ทำความรู้จักกับ เครื่องควบคุมความปวดด้วยตนเอง (PCA)

เครื่องควบคุมการให้ยาระงับปวดด้วยตนเอง หรือ Patient Controlled Analgesia (PCA) เป็นอุปกรณ์อัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อให้ยาระงับปวดตามความต้องการของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยสามารถควบคุมการให้ยาระงับปวดได้ด้วยตนเอง เพื่อให้มีการจ่ายยาแก้ปวดผ่านเครื่องมือเข้าสู่ตัวผู้ป่วยทางน้ำเกลือ โดยได้รับยาในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการ โดยให้ยาระงับปวดเข้าทางหลอดเลือดดำทางบริเวณแขน

** ในระหว่างที่ท่านได้รับการระงับปวดด้วยวิธีนี้ จะมีทีมแพทย์และพยาบาลคอยติดตามดูแลต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์ของเครื่องควบคุมการให้ยาระงับปวดด้วยตนเอง ( PCA)

  • เพื่อให้ยาระงับความปวดหลังผ่าตัด ใหญ่ การผ่าตัดในช่องท้องหรือในผู้ป่วยที่มีความปวดเรื้อรัง
  • ให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมการให้ยาระงับปวดได้ด้วยตนเอง
  • ช่วยลดอาการปวด ลดอาการข้างเคียงจากความปวด และความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย

ข้อดีของการใช้

  • สามารถกดยาแก้ปวดได้ทันทีเมื่อมีอาการปวด โดยไม่ต้องรอการเตรียมยาจากเจ้าหน้าที่
  • การให้ยาแก้ปวดเหมาะสมกับความต้องการของคนไข้
  • ผู้ป่วยสามารถเพิ่มขนาดยาได้ด้วยตนเองก่อนทำกิจกรรมที่อาจจะเพิ่มความปวดได้ เช่น การทำกายภาพบำบัด การเคลื่อนไหวร่างกาย

การใช้งานเครื่องควบคุมการให้ยาระงับปวดด้วยตนเอง (PCA)

  • แพทย์เป็นผู้เลือกชนิดของยาระงับปวดและตั้งค่าของเครื่องเครื่องควบคุมความปวดด้วยตนเอง PCA
  • ผู้ป่วยสามารถระงับความปวดได้ด้วยตนเอง โดยเป็นผู้กดปุ่มปล่อยยาให้ตัวเอง จากเครื่องที่แพทย์เป็นผู้ตั้งเครื่องกำหนดขนาดยาให้ไว้ เมื่อผู้ป่วยเริ่มปวดก็กดปุ่ม ไม่ปวดไม่ต้องกด หลังจากกดปุ่มจ่ายยาจะมีเสียงสัญญาณดังขึ้น เพื่อแสดงว่ามีการไหลของยาระงับปวดผ่านระบบเครื่อง รอระยะเวลาออกฤทธิ์ของยาประมาณ 2-3 นาที สามารถกดปุ่มจ่ายยาซ้ำได้ ถ้าอาการปวดยังไม่บรรเทา แต่ถ้ารู้สึกว่ากดหลายครั้งแล้วยังไม่หายปวด ให้แจ้งพยาบาล
  • ข้อสำคัญคือ ห้ามให้ผู้อื่นกดปุ่มให้ เพราะตัวท่านเองเท่านั้นที่จะทราบว่าท่านต้องการยาหรือไม่

อาการข้างเคียงที่อาจพบ : เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงนอน คันตามตัว หรือ ปัสสาวะออก

** ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้

ความปลอดภัยของเครื่องมือ

  • มีระบบควบคุมที่จะไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาเกินขนาด ได้แก่ การจำกัดระยะเวลาที่ให้ยาและปริมาณยา

  • มีผู้ป่วยเท่านั้นที่จะเป็นผู้กดปุ่มจ่ายยา
  • ผู้ป่วยสามารถกดปุ่มจ่ายยาได้ตามความต้องการ จึงหยุดกดปุ่มจ่ายยาได้ เมื่อไม่มีอาการปวด

ทำความรู้จักกับ เครื่องควบคุมความปวดด้วยตนเอง (PCA)

ศัลยกรรมทั่วไป

  • ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี
  • ผ่าตัดเต้านม
    • ผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม (Excision)
    • การผ่าตัดเต้านมทั้งหมด และต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ (MRM – Modified radical mastectomy)
  • ผ่าตัดลำไส้
    • การผ่าตัดลำไส้ส่วนปลาย (Hemicolectomy)
    • การผ่าตัดปิดทวารเทียมที่ผนังหน้าท้อง ( Colostomy)
  • ผ่าไต (Nephrectomy)
  • ผ่าปอดแบบลิ่ม ( Wedge resection)

ศัลยกรรมกระดูก

  • ผ่าตัดแขน
  • ผ่าตัดกระดูกสันหลัง

หู คอ จมูก

  • ผ่าตัดไทรอยด์
  • ผ่าตัดต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotidectomy)

ศัลยกรรมพลาสติก

  • ผ่าตัดจมูก (Nasal fracture) สำหรับผู้ที่จมูกหัก จากอุบัติเหตุ และจมูกเสียรูป ยุบหรือคดเอียง

ศัลยกรรมนรีเวชกรรม

  • การผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมดผ่านทางหน้าท้อง (TAH)
  • การผ่าตัดเนื้องอกรังไข่ (Ovarin Tumor)

การล้างไตด้วยวิธี Online HDF

การล้างไตด้วยวิธี Online Hemodiafiltration (Online HDF) คือ เทคโนโลยีการฟอกเลือดประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาขึ้น ด้วย 2 กระบวนการ คือ กระบวนการแพร่ (Diffusion) และกระบวนการพา (Convection) สามารถขจัดของเสียโมเลกุลขนาดเล็กและขนาดใหญ่ได้ ซึ่งการฟอกไตแบบเดิมไม่สามารถทำได้ โดยใช้ตัวกรองที่มีประสิทธิภาพสูงและระบบน้ำบริสุทธิ์สูงระดับ Ultrapure water ช่วยลดการติดเชื้อและอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุที่ยืนยาวขึ้น

การล้างไตด้วยวิธี Online HDF เป็นการเพิ่มวิธี Convection เข้าไปในการขจัดของเสีย ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวนำของเสียออกจากร่างกาย โดยการใช้แรงดันผลักสารน้ำในเลือดทิ้ง และเมื่อมีการผลักสารน้ำทิ้ง ของเสียที่อยู่ในสารน้ำย่อมถูกขจัดออกไปด้วย จึงจำเป็นต้องมีการเติมสารน้ำและเกลือแร่บริสุทธิ์ทดแทนเข้าไปตลอดช่วงที่ทำการล้างไต เพื่อให้ร่างกายมีสารน้ำและเกลือแร่อยู่ในภาวะที่สมดุลเป็นปกติ

ข้อดีของการล้างไตแบบ Online HDF :
– ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเมื่อเทียบกับการฟอกเลือดแบบธรรมดา
– ลดการเกิดความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือด
– สามารถขจัดของเสีย เช่น ฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ลดอาการคันตามผิวหนัง และลดภาวะแทรกซ้อน ที่เกิดจากฟอสฟอรัสในเลือดสูงได้
– ภาวะโลหิตจางดีขึ้น ลดการฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้
– ลดการเกิดการอักเสบของร่างกายได้มากกว่าการฟอกเลือดแบบธรรมดา
– ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผิวขาวขึ้น ไม่ดำคล้ำ

ข้อด้อยของการล้างไตแบบ Online HDF :
– ต้องใช้เครื่องไตเทียมรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อความปลอดภัยในการรักษา จึงมีค่าบริการที่สูงกว่าปกติ
– ต้องอาศัยพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการใช้เครื่องไตเทียม
– ต้องใช้ระบบน้ำที่มีความสะอาดและบริสุทธิ์สูง จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำอย่างใกล้ชิด

แผนกไตเทียม โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี เปิดบริการล้างไตด้วยระบบด้วยเทคโนโลยีการฟอกเลือดประสิทธิภาพสูง Online HDF โดยพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการอบรมเป็นพิเศษภายใต้การควบคุมของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคไต เพื่อให้การบริการและตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยโรคไตที่เพิ่มมากขึ้น โดยยึดมั่นในเป้าหมายคือ “การให้บริการฟอกโลหิตที่มีคุณภาพมาตรฐาน ในอัตราค่าบริการที่เหมาะสม”

ด้วยความปรารถนาดีจาก.. แผนกไตเทียม โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี

วัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับผู้สูงวัย

ผู้สูงวัยมีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพมากกว่าวัยอื่น ทั้งจากสภาพร่างกาย โรคประจำตัว ภูมิคุ้มกันเริ่มลดลง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น และเมื่อเกิดการติดเชื้อแล้วอาจมีอาการป่วยรุนแรงกว่าที่คิด การได้รับวัคซีนจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเพื่อป้องกันโรคที่เสี่ยงได้

5 วัคซีนสำคัญสำหรับผู้สูงวัย

1. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Influenza vaccine)

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่พบบ่อยและมักจะมีการระบาดช่วงฤดูฝน อาการโดยทั่วไป ได้แก่ ไข้, ไอ, ปวดเมื่อยตามตัว ในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงอาการจะหายเองในเวลา 3-5 วัน แต่ในผู้สูงวัยหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน มักมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงถึงขั้นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

วัคซีนนี้จึงมีประโยชน์มาก โดยในแต่ละปีจะมีการคัดเลือกสายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่มีแนวโน้มจะระบาดมาผลิตเป็นวัคซีนประจำฤดูกาล เนื่องจากในแต่ละปีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจจะมีการเปลี่ยนสายพันธุ์และในทุกปี ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันได้ลดลงด้วย การรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลทุกปีจึงช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เพียงพอต่อการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ประกอบไปด้วย ชนิด A 2 สายพันธุ์ และ ชนิด B 2 สายพันธุ์ วัคซีนสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ และมีประสิทธิภาพสูงถึง 90% ในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ในวัคซีนที่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในขณะนั้น นอกจากมีความปลอดภัยสูงแล้วยังช่วยลดโอกาสการป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ

คำแนะนำ : ผู้สูงอายุทุกคนควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 1 ปี สามารถฉีดได้เลยโดยให้ห่างจากโดสก่อนอย่างน้อย 6 เดือน

อาการข้างเคียง : อาจปวดบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตัว

2. วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ หรือวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine)

ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Pneumococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โดย เชื้อจะติดต่อเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสเชื้อเข้าสู่เยื่อบุจมูกหรือลำคอ หากเกิดการติดเชื้อจะก่อให้เกิดโรคปอด อักเสบเฉียบพลัน ทำให้ไอมีเสมหะ หอบเหนื่อย มีไข้ และหากเชื้อรุกรานมากขึ้นจะกลายเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสแบบรุกราน (Invasive pneumococcal disease) หมายถึง เกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิตหรือโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วัคซีนป้องกันเชื้อปอดบวมนี้สามารถครอบคลุมโรคได้ประมาณ 68-78 % จึงแนะนำให้ฉีดในผู้สูงวัย อายุ65 ปีขึ้นไป และ กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อปอดอักเสบ

คำแนะนำ : สำหรับผู้สูงอายุ 65ปีขึ้นไป ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบมาก่อน : ฉีดวัคซีนชนิด 13 สายพันธุ์ 1 เข็มก่อน หลังจากนั้นอีก 1 ปี ฉีดชนิด 23 สายพันธุ์ อีก 1 เข็ม

อาการข้างเคียง : ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด, ไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว

3. วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus vaccine)

ไวรัสตับอักเสบบีพบมากในคนไทย เกิดจากการอักเสบของเซลล์ตับที่มาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยติดต่อได้ทางเลือดและสารคัดหลั่ง อาการที่พบมักอ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน ตาเหลือง ตัวเหลือง จุกแน่นใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะสีเข้ม หากติดเชื้อเรื้อรังอาจนำไปสู่การมีพังผืดจนตับแข็งและพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งตับได้

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีจึงมีความสำคัญมาก เพราะนอกจากป้องกันโรคตับอักเสบบี ยังป้องกันความผิดปกติหลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ในระยะยาว

คำแนะนำ : สำหรับผู้ใหญ่ทุกคนที่ไม่เคยติดเชื้อหรือไม่เคยได้วัคซีนมาก่อน ** ควรฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน

** หากไม่มั่นใจว่าเคยฉีดวัคซีนหรือมีภูมิคุ้มกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อนแล้วหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีดวัคซีน

4. วัคซีนงูสวัด (Zoster Vaccine)

การเกิดโรคงูสวัดเพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจนในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ภาวะแทรกซ้อนจากโรคที่สำคัญคือ อาการปวด แสบร้อนตามผิวหนัง อาจเกิดแผลที่กระจกตา ตาอักเสบ ผู้สูงอายุมักจะมีอาการรุนแรง มีผื่นลามไปหลายตำแหน่ง หรืออาจมีการติดเชื้อขึ้นสมอง และยังมีอาการนานกว่าคนอายุน้อย จากการศึกษาในผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีนพบว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ 51.3 % ในช่วง 3 ปีหลังได้รับวัคซีน จึงควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและอาการแทรกซ้อนดังกล่าว

คำแนะนำ :**แนะนำวัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น – ยี่ห้อ Shingrix ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้น แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 2 – 6 เดือน

มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดสูงถึง 97.2% และป้องกันอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังจากการติดเชื้อได้ถึง 91.2%

รวมถึงมีผลการป้องกันต่อเนื่องในระดับสูงยาวนานมากกว่า 10 ปี โดยวัคซีนชนิดนี้สามารถใช้ได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง

**แนะนำให้ฉีดโดยไม่ต้องคำนึงว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือเคยรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่ และในกรณีที่เป็นโรคงูสวัดมาก่อนสามารถให้วัคซีนงูสวัดได้หลังจากโรคงูสวัดหายแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

ข้อควรระวัง : วัคซีนปอดอักเสบ และ วัคซีนงูสวัด ต้องเว้นระยะการฉีดห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

5. วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน Tdap

โรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เป็นโรคอันตรายที่เกิดจากแบคทีเรีย โรคคอตีบและไอกรนเป็นการแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ส่วนเชื้อบาดทะยักเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลหรือรอยขีดข่วน

โรคคอตีบ : ทำให้เกิดเนื้อหนาๆ ปิดอยู่หลังลำคอ ทำให้เกิดปัญหากับระบบหายใจ, อัมพาต, หัวใจล้มเหลวและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โรคบาดทะยัก (อาการขากรรไกรแข็ง) : ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ มักเป็นทั่วร่างกาย สามารถนำไปสู่อาการขากรรไกรแข็ง ทำให้ไม่สามารถอ้าปากหรือกลืนอาหารได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โรคไอกรน (Whooping Cough) : ทำให้เกิดอาการไออย่างรุนแรงจนผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือหายใจได้ ใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะหาย อาจทำให้เกิดโรคปอดบวม ลมชัก สมองพิการหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

ในผู้สูงวัย ภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก คอตีบ ไอกรน ที่ได้รับมาในวัยเด็กจะลดลง จึงควรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น เพื่อช่วยลดความเจ็บป่วยและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษา หากถูกของมีคมสกปรกทิ่มแทง รวมทั้งยังช่วยป้องกันโรคคอตีบและไอกรน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่คลุกคลีกับลูกหลานที่เป็นเด็ก มีความเสี่ยงในการติดโรคเหล่านี้จากเด็กหรือเอาโรคเหล่านี้ไปติดเด็กๆ ได้หากภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ

คำแนะนำ :
**ผู้สูงอายุที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนแนะนำให้ฉีดวัคซีนรวมบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) 1 เข็ม จากนั้นฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน บาดทะยัก-คอตีบ (Td) ทุก 10 ปี
**หากเคยได้รับวัคซีนมาก่อนแล้ว ควรกระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน บาดทะยัก-คอตีบ (Td) ทุก 10 ปี

อาการข้างเคียง : ส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหาใด แต่อาจปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด ให้ประคบเย็น โดยอาการมักหายเองภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้อาจพบว่ามีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย รู้สึกอ่อนเพลีย

วัคซีนเสริม/ทางเลือกสำหรับผู้ใหญ่- ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

1. วัคซีนหัด คางทูม และหัดเยอรมัน

ในปัจจุบันมีวัคซีนรวมที่ประกอบไปด้วยเชื้อไวรัสมีชีวิตที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ที่ผลิตจากเชื้อไวรัส Mump, Measles และ Rubella มีข้อบ่งใช้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่

จากการศึกษาพบว่า หลังการให้วัคซีน 2 เข็มในเด็ก จะมีประสิทธิภาพในการป้องกัน โรคหัดจนถึงในเด็กวัยเรียนและผู้ใหญ่ สำหรับภูมิคุ้มกันต่อโรคคางทูม หลังได้รับเข็มที่ 2 จะมีประสิทธิภาพป้องกันโรคได้ร้อยละ 66-95 และสำหรับโรคหัดเยอรมันนั้น หลังได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม จะมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต

คำแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ :

• หากไม่เคยหรือไม่ทราบประวัติมาก่อน แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน
• ผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ และยังไม่เคยมีประวัติการได้รับวัคซีน แนะนำให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม และควรฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
• หากมีการระบาดของโรคคางทูม หัด และหัดเยอรมัน แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย : เช่น ไข้ มักเกิดอาการภายใน 6-12 วันหลังได้รับวัคซีน ผื่นคัน อาการแพ้ หรือข้ออักเสบ เป็นต้น

2. วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella vaccine)

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox หรือ Varicella) เป็นโรคระบาดที่แพร่กระจายได้ง่าย มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella-zoster virus, VZV) โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดผื่นตุ่มน้ำใส คัน ซึ่งมักจะเริ่มจากบริเวณหน้าอก หลัง และใบหน้าก่อน จากนั้นจึงลามไปบริเวณอื่นๆ ทั่วร่างกาย ร่วมกับมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อที่ผิวหนัง ปอดอักเสบ หลอดเลือดอักเสบ สมองอักเสบ รวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด กระดูกและข้อ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนอาจป่วยเป็นโรคงูสวัด (Shingles หรือ Herpes zoster) ในอนาคตได้

ทารกแรกเกิด วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรงหากป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่างๆ อีกด้วย

ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสจึงเป็นสิ่งที่แนะนำสำหรับทุกคน วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส เป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เตรียมจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาที่ถูกทำให้อ่อนแรงลง การได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดโรคและช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วยังอาจมีโอกาสป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส แต่อาการที่เกิดมักไม่รุนแรง และหายป่วยเร็วกว่าผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน

คำแนะนำ :สำหรับทุกคนที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน และยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
• เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 13 ปี ควรได้รับวัคซีนจำนวน 2 เข็ม
        เข็มแรก : ช่วงอายุ 12 ถึง 15 เดือน
        เข็มที่สอง : ช่วงอายุ 18 เดือน ถึง 4 ปี
• ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนจำนวน 2 เข็ม โดยห่างกัน 4-8 สัปดาห์
        อาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ (เกิดขึ้นภายใน 5-12 วัน หลังการได้รับวัคซีน)

3. วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A virus vaccine)

โรคนี้ติดต่อจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง ผู้ที่มีอาชีพประกอบอาหาร แนะนำให้ฉีดทุกคนที่ยังไม่มีภูมิ และในกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ป่วยที่ต้องฟอกเลือด ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมทางเพศ เช่น รักร่วมเพศหรือ มีคู่รักหลายคน ผู้ป่วยโรคไตที่ฟอกไต และบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา

คำแนะนำ :แนะนำแก่ผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องการรับวัคซีนและไม่เคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาก่อน โดยฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ให้ฉีดห่างกัน 6 เดือน (0, 6)

4. วัคซีนไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่ที่มีการระบาดทุกปี ติดต่อจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อมากัด ทำให้มีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ความดันโลหิตต่ำ บางกรณีอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องจากตับอักเสบได้ กรณีรุนแรงสามารถทำให้มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกได้ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาที่เฉพาะเจาะจงกับตัวโรค จึงเป็นการรักษาไปตามอาการ ที่สำคัญ ‘เคยเป็นแล้วก็มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก’ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ‘ยิ่งเป็นซ้ำอาการก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น’

วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดนอกจากการระวังไม่ให้ถูกยุงกัด ก็คือ การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกนั่นเอง
วัคซีนไข้เลือดออกในประเทศไทย ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 3 เข็ม (Dengvaxia)
        ชนิดของวัคซีน : วัคซีนเดงวาเซีย (Dengvaxia) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์
        การฉีดวัคซีน : จะฉีดบริเวณต้นแขน ห่างกันเข็มละ 6 เดือน เมื่อฉีดครบ 3 เข็ม จะป้องกันไข้เลือดออกได้เป็นระยะเวลา 5-6 ปี
        ประสิทธิภาพ : ป้องกันเชื้อไวรัสไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ได้ 80% ลดความรุนแรงของโรคได้ 80% และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ 75%

2. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 2 เข็ม (QDenga)
        เป็นวัคซีนไข้เลือดออกตัวล่าสุด ที่พัฒนาโดยใช้ Backbone ของไข้เลือดออกสายพันธุ์ที่ 2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดมากที่สุดในประเทศไทย
        ชนิดของวัคซีน : วัคซีนคิวเดงกา (Qdenga) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์
        การฉีดวัคซีน :จะฉีดบริเวณต้นแขน ห่างกันเข็มละ 3 เดือน
        ประสิทธิภาพ : ป้องกันเชื้อไวรัสไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ได้ 80% ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และลดความรุนแรงของโรคได้ 90.4%

วัคซีนเดงวาเซีย (Dengvaxia) วัคซีนคิวเดงกา (Qdenga)
เหมาะกับผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน สามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่ไม่เคยป่วย และ เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว
หากผู้ที่ไม่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน ต้องการจะรับวีคซีนนี้ จำเป็นจะต้องตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด ไม่จำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด
สามารถใช้ได้ในผู้ที่มีอายุ 6-45 ปีี สามารถใช้ได้ในผู้ที่มีอายุ 4-60 ปีี
ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ห่างกันเข็มละ 6 เดือน ฉีด 2 เข็ม ห่างกันเข็มละ 3 เดือน

ข้อแนะนำเพิ่มเติม : ให้เว้นระยะห่างจากการฉีดวัคซีนเชื้อเป็นอื่นๆ อย่างน้อย 4 สัปดาห์ อาการข้างเคียงที่พบได้คือ ปวด ห้อเลือด บวมและคันบริเวณที่ฉีด ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว มีไข้ต่ำๆ